Smart Investment

วางกลยุทธ์ลงทุน เม.ย. รับตลาดแกว่งขึ้น โบรกฯชูธีม AI–พลังงาน–โครงสร้างพื้นฐาน


19 เมษายน 2569

Mr.Data

วางกลยุทธ์ลงทุน เม.ย. _S2T (เว็บ) copy.jpg

ตลาดหุ้นไทยระยะสั้นมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบขาขึ้นลักษณะ Sideways/Up โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างประเทศที่เริ่มผ่อนคลาย โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งสัญญาณคลี่คลายลงบางส่วน ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาพลังงานลดลง และเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินโลกเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI CAPEX Cycle) ซึ่งยังอยู่ในช่วงเร่งตัว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวหนุนต่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

ด้านปัจจัยในประเทศ การเริ่มเดินหน้าของรัฐบาลใหม่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะเห็นมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาพลังงาน รวมถึงมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ในระยะกลางถึงยาวจะเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำธีมการลงทุนเดือนเมษายน 2569 โดยเน้นหุ้นที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจและการลงทุน ได้แก่ TRUE, GULF, PTT, PTTGC, IVL, TOP และ THAI

สำหรับมุมมองการลงทุนระยะกลางในไตรมาส 2/2569 แนะนำหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น ADVANC, AOT, BDMS, GPSC, GULF, IVL, PTT, PTTGC, THAI และ TRUE

ขณะที่หุ้นขนาดกลางและเล็ก (Small Cap) ที่น่าสนใจ ได้แก่ AMATA, GUNKUL, CENTEL, BCH และ ITC ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงตลาดฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นไทยที่ระดับ Neutral โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง อันเป็นผลจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

ราคาน้ำมันที่สูงมีแนวโน้มกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า และเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อในประเทศ

ในภาคเศรษฐกิจจริง ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่การบริโภคภายในประเทศมีแนวโน้มชะลอลงตามราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดยังมีปัจจัยบวกในระยะสั้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้า รวมถึงมาตรการภาครัฐ เช่น TISA ที่อาจช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง

ในเชิงกลยุทธ์รายตัว บล.ไอร่า แนะนำ BBL ในลักษณะ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ให้ราคาเป้าหมาย 171 บาท อิง PBV เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี บวก 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ที่ระดับ 0.63 เท่า

ส่วน BTG แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 26.80 บาท อิง PER 10 เท่า โดยคาดว่ายอดขายยังเติบโตต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจำกัดจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แม้ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและการขนส่ง

ด้าน PTTGC ให้ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท อิง P/BV 0.7 เท่า พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ” ขณะที่ TRUE แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.50 บาท อิง EV/EBITDA 9 เท่า โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของกำไรที่มีเสถียรภาพ และคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 3.3%

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเงินเฟ้อโลก เนื่องจากกระทบอุปทานน้ำมันโดยตรง โดยเฉพาะกรณีช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปิดการใช้งาน ณ สิ้นเดือนมีนาคม

ในเดือนเมษายน ต้องติดตามความคืบหน้าการเปิดใช้งานช่องแคบดังกล่าว หากกลับมาเปิดได้จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดโลก แต่หากยังไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ระบบ ราคาน้ำมันอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 100–115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของตลาดหรือเพิ่มความเสี่ยงการปรับฐาน

สำหรับปัจจัยในประเทศ เริ่มเห็นสัญญาณความกังวลเงินเฟ้อผ่านการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ปรับขึ้นเร็วกว่าระยะสั้น สะท้อนมุมมองว่าเงินเฟ้ออาจฝังลึกในระยะกลาง และทำให้วัฏจักรดอกเบี้ยนโยบายไทยเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดขาลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร

Top Picks เดือนนี้ ได้แก่ CK, AP, KTB, TIDLOR และ CPALL

วางกลยุทธ์ลงทุน เม.ย. _S2T (เพจ) copy.jpg