Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 22-04-2569 (โฟกัสตรงเป้า! หุ้นแบงก์ตัวไหนน่าซื้อ)


22 เมษายน 2569
โฟกัสตรงเป้า!_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ


เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากเมื่อวานเกี่ยวกับผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ ข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 โดยภาพรวมค่อนข้างแข็งแกร่งและดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่อย่าง KBANK และ KTB ที่ทำกำไรเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อนหน้า 

KBANK กำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.35% YoY) มาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการการตั้งสำรอง

KTB กำไรสุทธิ 12,437 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6.2% YoY) มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตสูงและค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลงตามแผนการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนของ

BBL กำไรสุทธิ  10,994 ล้านบาท (ลดลง 12.9% YoY) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิชะลอตัวลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังคงความแข็งแกร่งด้านฐานะเงินกองทุน

TTB กำไรสุทธิ: 5,170 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.4% YoY) มีการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและรายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นตัว สามารถคุมหนี้เสียได้ดีต่อเนื่อง

TISCO กำไรสุทธิ 1,733.62 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.5% YoY) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 27.2% จากธุรกิจตลาดทุนและนายหน้าประกันภัย

KKP กำไรสุทธิ 1,502 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 41% YoY) เป็นการฟื้นตัวแรงตามสภาวะตลาดทุนและธุรกิจจัดการกองทุน

CIMBT กำไรสุทธิ 908.2 ล้านบาท 

มาถึงตรงนี้แฟนคลับของเจ๊น่าจะอยากรู้ว่าแล้วหุ้นแบงก์ตัวไหน “ถูก หรือ แพง” ตัวไหน “น่าซื้อ หรือ ไม่น่าซื้อ” เจ๊นำข้อมูลมาเปรียบเทียบ Valuation  (ข้อมูล ณ 20-21 เมษายน 2569) จากข้อมูลล่าสุด ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังคงซื้อขายที่ระดับราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี 

KBANK 
P/E: 8.92 เท่า
P/BV: 0.76 เท่า (ถือว่าราคาหุ้นยังมีส่วนลดจากมูลค่าทางบัญชีค่อนข้างมาก)
Dividend Yield: 7.46%

KTB 
P/E: 9.06 - 9.49 เท่า
P/BV: 0.94 เท่า (ราคาขยับขึ้นใกล้เคียงมูลค่าทางบัญชีมากขึ้นหลังประกาศงบที่แข็งแกร่ง)
Dividend Yield: 11.66% (สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารใหญ่ ณ ปัจจุบัน)

SCB 
P/E: 10.28 เท่า
P/BV: 0.99 เท่า
Dividend Yield: 7.78%

BBL 
P/E: 9.55 เท่า
P/BV: 1.11 เท่า (ซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีเล็กน้อย)

TISCO 
P/E: 12.00 เท่า
P/BV: 2.00 เท่า (พรีเมียมที่สุดในกลุ่มเนื่องจากความสามารถในการทำกำไรและปันผลสูงสม่ำเสมอ)
นักวิเคราะห์จาก KGI มองว่าราคาค่อนข้างตึงตัวที่ระดับนี้

KKP 
P/BV: ประมาณ 1.00 เท่า
บล.กสิกรไทย มองว่า KKP มีความน่าสนใจหากราคายังซื้อขายต่ำกว่า 1 เท่าของมูลค่าทางบัญชี เนื่องจากแนวโน้มกำไรปี 69 ขยายตัวดีขึ้น

บทสรุปง่ายๆ สั้นๆ สำหรับแฟนคลับของเจ๊มีดังนี้แหล่ะ!!!

-สายเน้นของถูก KBANK มีค่า $P/BV$ ต่ำที่สุดที่ 0.76 เท่า ซึ่งแสดงถึงระดับราคาที่ยัง Undervalue เมื่อเทียบกับธนาคารใหญ่อื่นๆ

-สายเน้นปันผล KTB และ SCB มีความโดดเด่นด้วย Dividend Yield ที่สูงกว่า 7-11%

-สายกำไรโตแรง  KKP เป็นหุ้นที่ตลาดให้ความสนใจหลังรายงานกำไร 1/69 เติบโตโดดเด่นกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

จากเรื่องหุ้นกลุ่มแบงก์ ..มาต่อกันที่หุ้นนอนแบงก์ หรือ “หุ้นลีสซิ่ง” ไม่ว่าจะเป็น MTC, TIDLOR และ SAWAD ที่เริ่มมีแรงซื้อเก็งกำไรไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่เชื่อว่า “จุดต่ำสุด” ของรอบนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และธุรกิจกำลังเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัวอย่างเต็มตัว

ในมุมของเจ๊จิ๋มเมื่อปัจจัยสนับสนุนหลักไม่ได้มาจากแค่เรื่องสงครามที่คลี่คลายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินของธุรกิจลีสซิ่ง หรือ Cost of Fund ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำกำไร เมื่อภาระต้นทุนลดลงขณะที่รายได้มีโอกาสฟื้นตัว ก็ย่อมช่วยให้ Margin กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มฟื้นตัวตามสถานการณ์เศรษฐกิจก็เป็นอีกแรงหนุนสำคัญ เพราะสะท้อนผ่าน “คุณภาพลูกหนี้” ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่งเคยเป็นปัญหาหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเจาะลงไปเป็นรายตัว...จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 บริษัทมีจุดแข็งที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ คือ 

เริ่มจาก MTC ที่ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อฐานรากด้วยเครือข่ายสาขาที่เข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุม จุดเด่นสำคัญคือพอร์ตสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนี้ การปรับกลยุทธ์หันมาเน้นคุณภาพลูกหนี้มากขึ้น ยังทำให้ Credit Cost มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ เมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่เคยกดดันรายได้ภาคเกษตรก็เริ่มลดลง ส่งผลให้ลูกค้าหลักของ MTC อย่างกลุ่มเกษตรกรเริ่มมีกำลังชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่ง “เจ๊จิ๋ม” มองว่านี่คือจุดที่ทำให้กำไรของ MTC มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วและชัดเจนที่สุดในกลุ่ม

ด้าน TIDLOR โดดเด่นในอีกมิติหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องความแข็งแกร่งทางการเงินและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารธุรกิจ ด้วย Credit Rating ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้สามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ส่งผลดีต่อการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) โดยตรง

นอกจากนี้ ธุรกิจนายหน้าประกันภัยยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการอนุมัติสินเชื่อและติดตามหนี้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ “เจ๊จิ๋ม” มองว่า TIDLOR เป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีความพร้อมสูงในการเติบโตทันทีที่เศรษฐกิจกลับมาเร่งตัว

ส่วน SAWAD ถือเป็นกรณีของหุ้น Turnaround ที่น่าจับตา หลังจากผ่านช่วงของการปรับโครงสร้างธุรกิจมาแล้ว ปัจจุบันเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการกระจายพอร์ตสินเชื่อไปยังผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

จุดแข็งของ SAWAD อยู่ที่ความยืดหยุ่นในการปรับตัว และการมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยขยายฐานลูกค้าได้รวดเร็ว เมื่อผนวกกับการกลับมาเน้นประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ ทำให้คุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วย Valuation ที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพในอนาคตที่เจ๊จิ๋มมองว่า SAWAD เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และกำลังมองหาโอกาสจากการฟื้นตัวรอบใหญ่

ไม่แน่ว่าการกลับมาของแรงซื้อในหุ้นกลุ่ม MTC, TIDLOR และ SAWAD รอบนี้ อาจไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่มันคือเรื่องของความเชื่อมั่นที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว ทั้งในด้านต้นทุนการเงิน คุณภาพสินทรัพย์ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้น หลังจากที่ราคาหุ้นปรับร่วงลงมาอย่างหนักก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม แม้หลายอย่างจะเริ่มสดใส... แต่ปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเติบโตของ GDP ไทย ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชัดว่า การฟื้นตัวของกลุ่มลีสซิ่งรอบนี้จะเป็นเพียงแค่การรีบาวด์ระยะสั้น หรือจะกลายเป็นรอบขาขึ้นที่ยั่งยืนในระยะยาว

บอกเลยว่าของแบบนี้ต้องตามดูกันยาว ๆ แบบห้ามกะพริบตากันเลยทีเดียว!