Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 16-04-2569 (สหรัฐฯ-อิหร่าน..อาจเจรจารอบสอง)


16 เมษายน 2569

สหรัฐฯ-อิหร่าน_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 69 จะจบลงในแบบที่ไม่มีดีลใดเกิดขึ้น แต่สัญญาณล่าสุดจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อว่าการเจรจาอาจกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ภายในสัปดาห์นี้ ก็ส่งผลให้บรรยากาศในตลาดทุนโลกก็เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง

สำหรับประชาชนไทยและนักลงทุนไทย...ถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็รู้แล้วว่านี่เรื่องไกลตัวอีกแล้ว เพราะชัดเจนแล้วว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเหล่านี้เป็นตัวกำหนดทิศทางต้นทุนพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ และมูลค่าของสินทรัพย์ในมือที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป 

หัวใจหลักของการเจรจาระหว่างคู่สงครามทั้งสองในรอบนี้น่าจะเน้นหนักไปที่เรื่องของข้อตกลงนิวเคลียร์และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเป็นสำคัญ 

ซึ่งหากผลลัพธ์ออกมาในเชิงบวกจะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบจากอิหร่านกลับเข้าสู่ตลาดโลก แต่ในแง่หนึ่งอาจเป็นข่าวร้ายสำหรับหุ้นกลุ่มต้นน้ำอย่าง PTTEP เพราะมีรายได้ผูกติดโดยตรงกับราคาน้ำมันดิบ ส่วนในอีกด้านหนึ่ง...หุ้นกลุ่มโรงกลั่นจะเริ่มกลับมาน่าสนใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น TOP หรือ SPRC ที่มีโอกาสเห็นค่าการกลั่นกลับมาอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาเผชิญความผันผวนจากต้นทุนน้ำมันดิบที่แกว่งตัวแรง

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มสถานีบริการน้ำมันอย่าง OR และ PTG ก็จะได้อานิสงส์เชิงโครงสร้างเช่นกัน เพราะเมื่อราคาน้ำมันนิ่งขึ้น การบริหารค่าการตลาดจะทำได้ง่ายขึ้น ประกอบกับแรงกดดันจากภาครัฐที่เคยเข้ามาควบคุมค่าการตลาดก็เริ่มผ่อนคลายลงก่อนหน้านี้แล้ว

สำหรับกลุ่มปิโตรเคมีเจ๊จิ๋มมองว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าจับตา เพราะต้นทุนสำคัญอย่าง “แนฟทา” ซึ่งเป็นผลผลิตจากน้ำมันดิบจะลดลงตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการอย่าง IVL และ SCC มีโอกาสเห็นมาร์จิ้นที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป หลังเริ่มรับรู้ต้นทุนใหม่

ในฝั่งของการขนส่งและโลจิสติกส์ การลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังหมายถึงความเสี่ยงในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ลดลง ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของพลังงานโลก ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นสายการบินอย่าง THAI, AAV และ BA ที่จะได้ประโยชน์ทั้งจากต้นทุนน้ำมันที่ลดลง และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ผ่อนคลายมากขึ้น

รวมไปถึงกลุ่มโลจิสติกส์อย่าง WICE, LEO และ III ที่จะได้แรงหนุนจากกิจกรรมการค้าโลกที่กลับมาคล่องตัวขึ้น ประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง จะช่วยให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในทุกโอกาสย่อมมีอีกด้านหนึ่งของความเสี่ยง เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง เงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมักจะอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น

ประเด็นนี้จะกลายเป็นแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มส่งออก ไม่ว่าจะเป็น DELTA, KCE, HANA รวมถึงกลุ่มอาหารอย่าง TU และ ASIAN ที่มีรายได้หลักเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทแล้วอาจลดลง

แต่ในทางกลับกัน หุ้นที่มีภาระหนี้ต่างประเทศสูง หรือมีการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมากอย่าง GULF และ BGRIM จะได้ประโยชน์จากทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าและต้นทุนพลังงานที่ลดลง ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้...หากการเจรจารอบสองนี้นำไปสู่การลดลงของราคาพลังงานจะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดน้อยลง ส่งผลให้ "เงินเฟ้อ" และสภาพคล่องในตลาดจะเริ่มกลับมาดีขึ้น เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง สภาพคล่องในระบบก็จะเริ่มกลับมา และนั่นจะทำให้หุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างกลุ่มเช่าซื้อ เช่น MTC, TIDLOR และ SAWAD กลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนอีกครั้ง

สุดท้ายแล้วเจ๊จิ๋มก็ยังยืนยันคำเดิมว่าโอกาสไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามสถานการณ์ และในช่วงเวลาที่ “เสียงปืนเงียบลงชั่วคราว” คนที่เตรียมพอร์ตไว้พร้อมและกล้าตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจน จะเป็นคนที่คว้าโอกาสได้ก่อนใครในเกมรอบนี้

โลกของการลงทุน ไม่มีอะไรแน่นอน…คนที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่ “รู้จังหวะ” มากที่สุดต่างหากเจ้าค่ะ....