บอร์ด CPALL ที่ไม่มีส่วนได้เสีย 13 คน ลงมติ "ไม่เห็นด้วย" ที่จะโยก 3 บริษัทออกจาก CPALL

จากรณีที่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน วันที่ 17 เมษายน 2569 ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 โดยที่ประชุม คณะกรรมการบริษัทฯ โดยกรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียมีมติไม่เห็นด้วยในการให้บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด (“Counter Service”) บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด (“Thai Smart Card”) และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (“Virtual Bank”)
ทั้งนี้ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯ ที่ไม่มีส่วนได้เสียทั้งหมด 13 คนจากกรรมการทั้งหมด 16 คน ได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นจากการ รวมกลุ่มธุรกิจทางการเงินฯ ดังกล่าว การปฏิบัติตามมาตรการการกำกับดูแลกิจการที่ดี
รวมถึงมาตรการการเข้าทำรายการกับบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทฯ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม กฎหมายและข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ เพื่อให้มั่นใจว่าการเข้าทำรายการดังกล่าวสมเหตุสมผล และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ และมี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
คณะกรรมการบริษัทฯ ที่ไม่มีส่วนได้เสียจึงมีมติไม่เห็นด้วยในการให้ Counter Service Thai Smart Card และ CP Axtra ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินฯ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทฯ ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้
1. การสูญเสียความคล่องตัวในการกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่าง CPALL และบริษัทย่อยทั้งสาม ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประโยชน์รายได้ และการเติบโตของธุรกิจ CPALL หากบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งของ CPALL ดังกล่าวอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินฯ จะทำให้การดำเนินธุรกรรมทางการเงินขาดความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ เช่น ใน ปัจจุบัน CPALL เป็นตัวแทนรับชำระเงินค่าสินค้าและค่าบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของ Counter Service
รวมถึงการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์และการให้บริการแก่ผู้รับบัตรของ Thai Smart Card ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการบริหารจัดการและอำนวยความสะดวก ให้แก่ลูกค้าของร้านค้า 7-Eleven โดยอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างการดำเนินงานของร้านค้าและการเชื่อมโยงของระบบทางด้านเทคโนโลยีของ CPALL ส่งผลให้การดำเนินงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสร้างรายได้ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจทั้งสองฝ่ายควบคู่ไปกับการขยายสาขาของร้านค้า 7-Eleven
อย่างไรก็ดี หากบริษัทย่อยหรือธุรกรรมทางการเงินดังกล่าวไปอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินฯ ธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นระหว่าง CPALL กับบริษัทย่อยดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นการทำรายการที่เกี่ยว โยงกันตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ซึ่งนอกจากจะท าให้ขาดความเชื่อมโยงในการ ดำเนินธุรกรรมทางการเงินดังกล่าวแล้ว ยังต้องผ่านขั้นตอนของการอนุมัติการทำรายการและ การกำกับดูแลของทาง ก.ล.ต.
นอกจากนี้จะต้องเป็นไปตามนโยบายของกลุ่มธุรกิจทางการเงินฯ และอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและมาตรการการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (Consolidated Supervision) ตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. เพิ่มเติม
2.การสูญเสียความเป็นกลางในการประกอบธุรกิจกับสถาบันการเงินอื่น ปัจจุบันบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งมีการดำเนินธุรกิจและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง โดยดำเนินงานด้วยความเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่คู่ค้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ดี หากบริษัทย่อยดังกล่าวไปอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินฯ ความเชื่อมั่นของ ธนาคารพาณิชย์ต่อความเป็นกลางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาจลดลงเนื่องจากอาจ ก่อให้เกิดความกังวลในประเด็นการแข่งขันของทางธุรกิจธนาคาร การคุ้มครองความลับทางการค้า และความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และความร่วมมืออันดีที่มีมาอย่างยาวนานกับธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว และอาจทำให้ข้อตกลง และเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องมีการทบทวนหรือ ปรับเปลี่ยนในอนาคต
ยอดนิยม
OR วางกลยุทธ์เติบโต ชู Lifestyle - EV Charger เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ
อึ้งหนัก! BTS โบรกฯ ให้เป้าแค่ 2.30 บาท ผ่านมา 5 ปี ราคาหุ้นดิ่ง 78%
ยุคทองหุ้นนิคมฯ AMATA- WHA มีลุ้นผลงานเด่น โบรกฯ คาดกำไรปี 69-70 ทำนิวไฮ
KTB-TISCO งบ Q2 บุ๊กกำไรเพิ่ม โบรกฯ คอนเฟิร์ม THAI เข้า SET50 หนุนราคาหุ้น “การบินไทย” เพิ่มขึ้น