Talk of The Town

TASCO ปลดล็อก! ลูกค้ากลับมานำเข้าน้ำมัน โบรกฯ คาดหนุนกำไรปี 70 ขึ้น 18%


04 สิงหาคม 2569

TASCO ปลดล็อก!_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

TASCO โบรกฯ ชี้ PDVSA กลับมาเทรดน้ำดิบกับคู่ค้าโรงกลั่น-ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯและภูมิภาค หนุนยอดขาย-อัตรากำไรขั้นต้น พร้อมอัพเป้ากำไรปี 70 ขึ้นอีก 18% เป็น 1.9 พันล้านบาท 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า อ้างอิงรายงานจากสำนักข่าว Reuters PDVSA (บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัฐบาลเวเนซุเอลา) 

เริ่มกลับมาทำสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบโดยตรงกับโรงกลั่นและบริษัทผู้ผลิตน้ำมันทั้งในสหรัฐฯ และภูมิภาคอื่น โดยให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับลูกค้าโดยตรงแทนการทำธุรกรรมผ่านคนกลาง 

ล่าสุดมีรายงานว่า Phillips 66 (PSX) โรงกลั่นในสหรัฐ และ Reliance Industries (RELI) โรงกลั่นในอินเดียได้เริ่มกลับมาซื้อน้ำมันดิบจาก PDVSA ในเดือน พ.ค. 2569 หลังจากหยุดไปนานถึง 7 ปี 

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า Valero Energy (VLO) และ Tipco Asphalt (TASCO) จะกลับมาสั่งซื้อน้ำมันดิบโดยตรงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า (แต่ยังไม่มีการยืนยันจากทั้งสองบริษัท) 

โดยทั้ง 4 บริษัท เคยมีสัญญารับมอบน้ำมันดิบจาก PDVSA ก่อนถูกคว่ำบาตรในช่วงต้นปี 2562 แต่ในรอบนี้ PDVSA ต้องการที่จะดึงบริษัท ดังกล่าวกลับมาเป็นลูกค้าอีกครั้ง ปัจจุบันมีรายงานว่าเวเนซุเอลากลับมาส่งออกน้ำมันและเชื้อเพลิงแล้วกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ซึ่งเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยที่ 8.5 แสนบาร์เรลต่อวันในปี 2568) และมีคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.37 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปีนี้ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปทานและสร้างโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น

ดังนั้น เบื้องต้นประเมินว่า TASCO (ซึ่งเคยเป็นลูกค้าหลักของ PDVSA) มีโอกาสสูงที่จะกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา ซึ่งปัจจัยนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและอัตราการผลิต (Yield) อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลามี Asphalt Yield สูงถึงราว 70% เมื่อเทียบกับแหล่งอื่นที่เพียง 50% เท่านั้น  

หากบริษัทสามารถนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งดังกล่าวเข้ามาได้ทันภายในปี 2569 จะเป็นปัจจัยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปี 2570 ปรับตัวดีกว่าที่เคยคาดไว้ โดยอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 0.50% จะหนุนให้กำไรเพิ่มขึ้นได้ราว 112 ล้านบาท จึงปรับสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นปี 2570 ขึ้นเป็น 12.1% 

ประกอบกับแนวโน้มยอดขายยางมะตอยในประเทศที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐฯ จึงปรับเพิ่มประมาณการยอดขายยางมะตอยปี 2570 ขึ้น 4.8% มาอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ประมาณการกำไรปกติปี 2570 ถูกปรับขึ้น 18.9% มาอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.8%

ทั้งนี้ ผลจากการปรับประมาณการกำไรขึ้น และปรับมาใช้ P/E Valuation ที่ 15.8 เท่า ทำให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ราคา 19.40 บาท มีอัพไซด์ 25.2% นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลปี 2569 ที่ 1 บาทต่อหุ้นต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6.5% 

แม้ยอดขายและผลประกอบการไตรมาส 2/69 อาจยังไม่โดดเด่น แต่คาดว่าแนวโน้มไตรมาส 3/69 จะพลิกกลับมาเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกัน จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ผสานกับปัจจัยหนุนระยะยาวจากการกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”