รายงานพิเศษ : TACC ผลงานปี 69 โตแรง เกาะกระแส 7-Eleven ดันรายได้พุ่ง แจกปันผลสูง-หุ้นยังมีอัพไซด์

TACC เดินเกมรุกทั้ง B2B และ B2C เกาะเทรนด์เครื่องดื่มฮิต ดันยอดขายโตสองหลัก ต่อยอดธุรกิจผ่าน M&A และขยายตลาดต่างประเทศ สร้างโอกาสเติบโตระยะยาว กำไรโตสม่ำเสมอ ปันผลโดดเด่น ราคาหุ้นปัจจุบันยังมีอัพไซด์
บมจ.ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ (TACC) หุ้นขนาดกลางที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่น ควบคู่กับการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยบทวิเคราะห์จาก บล. ฟิลลิปสะท้อนภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง และยังมีอัพไซด์ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน
ในปี 2568 TACC มีรายได้จากการขาย 2,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 298.8 ล้านบาท เติบโต 22.7% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับสูงและสม่ำเสมอ โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากการเติบโตของยอดบริโภคในร้าน 7-Eleven โดยเฉพาะเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างชาไทยและชาเขียว รวมถึงความสามารถในการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการยุติบริษัทย่อยที่ขาดทุน ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและหนุนให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ TACC คือการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ 7-Eleven ซึ่งถือเป็นเครือข่ายค้าปลีกที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ และยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
TACC ทำหน้าที่พัฒนาและจำหน่ายเครื่องดื่มในร้าน 7-Eleven ทั้งในกลุ่มเครื่องดื่มกด (7-Select) และเมนู Non-Coffee ใน All Café ซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้หลักในรูปแบบ B2B
นายชัชชวี วัฒนสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TACC ระบุปี 2569 บริษัทมีแผนต่อยอดความร่วมมือดังกล่าวผ่านการพัฒนาเมนูใหม่ เช่น มัทฉะ ชาชีส และกาแฟชีส รวมถึงเมนูตามฤดูกาลอย่าง “มัทฉะน้ำส้ม” และ “น้ำผึ้งมะนาว” ที่ได้รับการตอบรับที่ดี ช่วยกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจากธุรกิจใน 7-Eleven แล้ว TACC ยังเดินหน้าขยายธุรกิจในกลุ่ม B2C อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นกลุ่มลูกค้า Café Business เช่น พันธุ์ไทย และ Black Canyon โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 36% ในปี 2569 จากการขยายสาขาของพันธมิตรและการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างรายได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ TACC ยังมองหาโอกาสในการเติบโตผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) และการร่วมทุน (JV) เพื่อสร้าง New S-Curve และต่อยอดธุรกิจเดิมให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศและธุรกิจ License ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
และอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ TACC น่าสนใจสำหรับนักลงทุน คือการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงและสม่ำเสมอ โดยปี 2568 บริษัทจ่ายปันผลรวม 0.42 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 7.6% และในปี 2569 คาดว่าจะจ่ายปันผลเพิ่มเป็น 0.45 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 8.18% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกัน
ซึ่งบล.ฟิลลิปประเมินราคาเหมาะสมปี 2569 ของ TACC ที่ 6.80 บาทต่อหุ้น อิงค่า P/E ที่ 12 เท่า หุ้นยังมีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันประมาณ 23.2% แนะนำ “ซื้อ”