
จากกรณีที่บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVI ได้ขอเพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยล่าสุด ได้ ประกาศแจ้งการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์หุ้น ในราคาเสนอซื้อ 7.50 บาทต่อหุ้นโดยผู้ทำคำเสนอซื้อคือ นายพงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ โดยมีระยะเวลาทำคำเสนอซื้อ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2569 ถึงวันที่ 6 พ.ค. นี้
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SVI พบว่า "ทิวา ชินธาดาพงศ์"หรือ (เซียนมี่) เป็นนักลงทุนสาย VI ชื่อดังและนายกสมาคมนักลงทุน (ประเทศไทย) ได้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้น ล่าสุด ณ วันที่ 24 ก.พ.2569 ถือหุ้นจำนวน 17,050,060 หุ้นคิดเป็น 0.79% จากเดิมที่เคยถือหุ้น 18,226,060 หุ้น คิดเป็น 0.85%
ขณะที่นอมินีต่างชาติก็ได้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นเช่นกัน โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้นล่าสุดไม่ปรากฎการถือครองหุ้นแล้ว ได้แก่ RAFFLES NOMINEES (PTE) LIMITED เดิมถือหุ้นจำนวน 125,000,000หุ้นคิดเป็น 5.81% MORGAN STANLEY & CO. INTERNATIONAL PLCเดิมถือหุ้นจำนวน 125,000,000 หุ้น คิดเป็น 5.81%
โครงสร้างผู้ถือหุ้น SVI ล่าสุด ประกอบด้วย
นาย พงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ถือครอง 1,683,117,432 หุ้น คิดเป็น 78.17%
DB AG SG SES CLT ACC FOR Albula Investment Fund Limited 82,918,900 หุ้น คิดเป็น 3.85%
นาย ธีระชัย กีรติเตชากร 73,565,200 หุ้น คิดเป็น 3.42%
นาย อนุชา กิจธนามงคลชัย 23,960,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
นาย ทิวา ชินธาดาพงศ์ 17,050,060 หุ้น คิดเป็น 0.79%
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 15,807,181 หุ้น คิดเป็น 0.73%
น.ส. วรรณณี โรจนวณิชยากร 14,152,211 หุ้น คิดเป็น 0.66%
UBS AG SINGAPORE BRANCH - FOR CLIENTS' ACCOUNTS 13,228,571 หุ้น คิดเป็น 0.61%
นาย จิระวุฒิ เตชเจริญพานิช 12,010,000 หุ้น คิดเป็น 0.56 %
นาย สมชาย วิจิตรแสงรัตน์ 10,440,000 หุ้น คิดเป็น 0.48 %
บล.เคจีไอ แนะนำ “ขาย” SVI เนื่องจากราคาหุ้นเหมือนจะสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวไปเกือบหมดแล้ว และผลประกอบการไตรมาส 4/68 กำไรจากธุรกิจหลักต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยกำไรจากธุรกิจหลักของ SVI อยู่ที่ 179 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการของเรา 10% เนื่องจากยอดขาย (ในสกุลดอลลาร์ฯ) ต่ำกว่าที่คาดไว้ 4% และ อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าที่คาดไว้ 20bps ทำให้กำไรจากธุรกิจหลักในปี 2568 อยู่ที่ 618 ล้านบาท ลดลง 52% จากปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามประมาณการของเรา
ทั้งนี้ ยอดขายในไตรมาส 4/68 ถูกกระทบจากการที่อุปสงค์แผ่วลงในช่วงเทศกาลวันหยุด และ คำสั่งซื้อที่ลดลงมาอยู่ที่ US$147mn (ลดลง 7% จากปีก่อน ลดลง 8% จากไตรมาสก่อน ทำให้ยอดขายทั้งปีอยู่ที่ 561 ล้านดอลลาร์ฯ ลดลง 10% จากปีก่อน ต่ำกว่าประมาณการของเรา 10%
โดยยอดขายที่อ่อนแอ (การประหยัดต่อขนาดลดลง) และ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 4/68 ให้ลดลงมาอยู่ที่ 8% (-1.3ppts จากปีก่อน, -1.0ppts ลดลง) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในปี 2568 อยู่ที่ 7.9% (-2.0ppts YoY) ซึ่งยังสูงกว่าประมาณการเต็มปีของเรา 1ppt ในขณะเดียวกัน บริษัทยังคุมสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายไว้ได้ที่ 3.9% (จาก 4.3% ในไตรมาส 4/67 และ 4.4% ในไตรมาส 3/68)
ถึงแม้ว่ายอดขายในปี 2568 จะอ่อนแอ แต่บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2569 เชิงรุกไว้ที่ 700 ล้านดอลลาร์ฯ (เทียบเท่ากับการเติบโตที่ประมาณ 25% YoY) สูงกว่าสมมติฐานปี 2569 ของเราที่ 635 ล้านดอลลาร์ฯ โดยบริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ประมาณ 9.0% (สูงกว่าสมมติฐานปี 2569F ของเราที่ 8.4%)
ทั้งนี้ SVI คาดว่าลูกค้าเดิมจะยังคงกลับมาสั่งซื้อสินค้าตลอดปีนี้ หลังจากที่คำสั่งซื้อสะดุดไปเพราะประเด็นภาษีการค้าในปี 2568 อย่างไรก็ตาม เรามองว่าเป้ายอดขายของบริษัทค่อนข้างท้าทาย เพราะลูกค้าอาจจะบริหารจัดการสต็อก และ รอให้อุปสงค์ในภาพรวมดีขึ้นก่อน ซึ่งอาจจะทำให้มีการเลื่อนคำสั่งซื้อบางส่วนออกไป
ดังนั้น เราจึงยังคงสมมติฐานการเติบโตของยอดขาย (ไว้ที่ 13% ซึ่งต่ำกว่าเป้าของบริษัทที่ 25%) แต่ปรับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนเล็กน้อย จาก 32.8 บาท/ดอลลาร์ฯ เป็น 32.0 บาท/ดอลลาร์ฯ รวมถึงสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเพื่อสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ดีเกินคาดในปี 2568 โดยสรุปแล้ว เรายังคงประมาณการกำไรปี 2569-2570 เอาไว้เท่าเดิม
SVI ได้ยื่นขอถอนหุ้นออกจาก SET โดยคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายใน 30 วันหลังจากได้รับแบบคำขอถอนหุ้นออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนที่ถูกต้องและครบถ้วน โดยบริษัทคาดว่าจะเริ่มรับซื้อหลักทรัพย์ (tender offer) ที่ราคา 7.50 บาทต่อหุ้น ได้ในเดือนนี้ และ จะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569
เรายังคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ไว้ที่ 5.40 บาท อิงจาก PER ที่ 12.5x (ค่าเฉลี่ยในอดีต -0.25 S.D) ทั้งนี้ เนื่องจากราคาปิดล่าสุดที่ 7.30 บาท ต่ำกว่าราคา tender offer เพียง 3% ดังนั้น เราจึงแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไร โดยเรายังคงคำแนะนำ “ขาย”