Smart Investment

ล่า 2 หุ้น EV ดาวเด่น! MGC กำไรทะยาน-KGEN พลิกฟื้น โบรกฯเปิดเป้า 8 บาท-2.90 บาท


14 มิถุนายน 2569

Mr.Data

2-หุ้น-EV_info-ปก_0.jpg

กระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังยอดจองรถยนต์ภายในงาน Motor Show 2569 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับอัตราการยกเลิกการจองที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งกลับมาให้น้ำหนักเชิงบวกต่อหุ้นในธีม EV โดยเฉพาะ บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC และ บมจ.คิง เจน หรือ KGEN ซึ่งถูกยกให้เป็นสองหุ้นเด่นที่น่าจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงเก็งกำไรที่ไหลกลับเข้าสู่กลุ่ม EV อย่างชัดเจน โดย MGC และ KGEN ต่างปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 1 ปี โดย MGC ขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดใหม่ที่ 6.65 บาท/หุ้น ส่วน KGEN ขึ้นไปทดสอบที่ 1.93 บาท/หุ้น สอดคล้องกับมุมมองเชิงบวกของนักวิเคราะห์ที่เชื่อว่าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่ หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปิดรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ระบุว่า อัตราการยกเลิกการจองรถยนต์ในกลุ่ม Mass Market ปรับลดลงเหลือประมาณ 30% จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับราว 50% ขณะที่รถยนต์ระดับ Premium มีอัตราการยกเลิกต่ำกว่า 5% สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ผลสำรวจของฝ่ายวิจัยยังพบว่ามากกว่า 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความสนใจซื้อรถยนต์ EV เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธีมการลงทุนในกลุ่มดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง

สำหรับ MGC เป็นหนึ่งในผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของตลาด EV โดยเฉพาะการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมอย่าง Xpeng และ Zeekr ซึ่งได้รับการตอบรับโดดเด่นในงาน Motor Show ที่ผ่านมา

ยอดขายรถยนต์ของบริษัทในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นเป็น 3,188 คัน จาก 1,635 คันในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดจองรถยนต์ Xpeng และ Zeekr ภายในงาน Motor Show รวมกันมากกว่า 4,400 คัน สะท้อนถึงความต้องการซื้อที่แข็งแกร่ง และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นในช่วงครึ่งหลังของปี อาทิ Xpeng Mona M03, Mona SUV, Xpeng GX และ BMW iX3 รุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับบริษัท

ฝ่ายวิจัยบัวหลวงประเมินกำไรหลักปี 2569 ของ MGC อยู่ในช่วง 900-1,000 ล้านบาท เติบโต 20-50% จากปีก่อน พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 8 บาท โดยแนะนำให้นักลงทุนใช้ระดับ 5.80 บาทเป็นจุดตัดขาดทุน

ขณะที่ KGEN ถูกมองว่าเป็นหุ้น Turnaround ที่กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ แม้ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังขาดทุนสุทธิ 52 ล้านบาท แต่โบรกเกอร์เชื่อว่าผลการดำเนินงานจะทยอยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป

ปัจจัยสำคัญมาจากการเริ่มเดินสายการผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบของโรงงาน Omoda & Jaecoo Manufacturing Thailand (OJMT) ซึ่ง KGEN ถือหุ้นอยู่ 43.7% โดยโรงงานดังกล่าวเริ่มผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีศักยภาพในการเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทในอนาคต

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า OJMT มีกำลังการผลิตเฟสแรก 50,000 คันต่อปี และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ประมาณ 40,000 คันในปี 2569 คิดเป็นรายได้ราว 20,000 ล้านบาท ส่งผลให้ KGEN จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป และมีโอกาสเข้าสู่จุดคุ้มทุนภายในปีนี้ ก่อนพลิกกลับมามีกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี

อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนคือปัจจุบันโรงงานมีคำสั่งซื้อในมือแล้วประมาณ 20,000 คัน ซึ่งใกล้เคียงกับยอดจองรถยนต์จากงาน Motor Show ที่สูงถึง 22,000 คัน ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์แบรนด์ Omoda และ Jaecoo ในไตรมาสแรกอยู่ที่ 10,858 คัน สูงกว่ายอดขายรวมทั้งปี 2568 ที่ทำได้ 10,613 คันไปแล้ว สะท้อนการเติบโตของตลาด EV ที่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น

ในเชิงกลยุทธ์ KGI ประเมินแนวรับของ KGEN ที่ 1.75 บาท ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 1.96-2.10 บาท และหากสามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 2.50 บาท ก่อนลุ้นกลับไปทดสอบจุดสูงเดิมแถว 2.90 บาท โดยกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ 1.55 บาท

ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ KGEN หลังเข้าเยี่ยมชมโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้า OMODA & JAECOO ในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง โดยมองว่าธุรกิจดังกล่าวจะกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ของบริษัทในระยะยาว

รายงานระบุว่า โรงงานมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตจากระดับประมาณ 1,200 คันต่อเดือนในช่วงเริ่มต้น สู่ 4,000 คันต่อเดือนภายในปีนี้ และอาจขยับขึ้นเป็น 5,000-9,000 คันต่อเดือนในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า รองรับเป้าหมายการผลิตรวม 40,000 คันในปี 2569

เมื่อเปรียบเทียบจุดเด่นของทั้งสองบริษัท MGC มีความได้เปรียบจากการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนและฐานธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ EV ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ KGEN มีความน่าสนใจในฐานะหุ้นพลิกฟื้นธุรกิจ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุนในโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้า

ด้วยแรงหนุนจากยอดจองรถยนต์ที่แข็งแกร่ง ความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และการขยายฐานการผลิต EV ในประเทศ ทำให้ MGC และ KGEN กลายเป็นสองหุ้นเด่นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี โดย MGC เด่นด้านการเติบโตของกำไร ขณะที่ KGEN น่าสนใจจากโอกาสพลิกฟื้นผลประกอบการและอัพไซด์จากธุรกิจผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

2-หุ้น-EV_info_0.jpg