ทองคำยังผันผวนหนัก โบรกฯโลก-กสิกรไทย มองต่างมุม แนะทยอยสะสม จับตาเฟด-สงครามชี้ทิศราคา

Mr.Data
ตลาดทองคำครึ่งหลังปี 2569 ยังคงเผชิญความผันผวนสูง แม้ราคาจะร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่สถาบันการเงินชั้นนำของโลกยังเชื่อว่าทองคำเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยมีปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สถานการณ์ตะวันออกกลาง และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก ขณะที่หลายสำนักมองการปรับฐานเป็นโอกาสทยอยสะสม หากรับความผันผวนได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตลาดทองคำในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความผันผวนมากที่สุด โดยราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นปี จากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ราคาทองคำโลกเคยทะยานขึ้นแตะระดับ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศไทยขึ้นไปแตะ 80,500 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม หลังจากทำจุดสูงสุด ราคาทองคำกลับปรับตัวลงอย่างรุนแรงกว่า 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ราคาทองคำโลกเคลื่อนไหวต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลงเกือบ 29% จากจุดสูงสุด ขณะที่ราคาทองคำในประเทศอยู่ที่ 63,200 บาทต่อบาททองคำ ลดลง 2.6% จากสิ้นปี 2568
เฟด-สงคราม ยังเป็นตัวแปรสำคัญ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปีจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
หากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ราคาพลังงานและเงินเฟ้อชะลอลง เฟดอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
แต่หากสงครามลุกลาม กระทบการผลิตและขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอีก ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัว และบีบให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง ซึ่งจะจำกัดการฟื้นตัวของราคาทองคำ
ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทอง
แม้ราคาจะผันผวน แต่กสิกรไทยมองว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญในระยะกลางยังมาจากแรงซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก
ข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเฉลี่ยกว่า 1,018 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากค่าเฉลี่ยในช่วงสิบปีก่อนหน้า ขณะที่สัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 27%
ผลสำรวจของสภาทองคำโลกยังพบว่า กว่า 80% ของธนาคารกลางถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง และ 78% ถือทองคำเพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
BofA มองย่อตัวคือจังหวะสะสม
ด้าน Bank of America (BofA) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาว แม้เชื่อว่าราคาอาจอ่อนตัวลงต่อถึงบริเวณ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์
BofA แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ และเพิ่มน้ำหนักหากราคาลงสู่ช่วง 3,700-3,600 ดอลลาร์ พร้อมยังคงคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยปี 2569 ที่ 4,360 ดอลลาร์ และมีโอกาสแตะ 6,000 ดอลลาร์ ในปี 2570
นอกจากนี้ ยังมองว่าหุ้นกลุ่มเหมืองทองคำยังน่าสนใจ จากกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
MTS Gold แนะออมทอง ดีกว่าใช้เงินกู้เก็งกำไร
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก กล่าวว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะสำหรับการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว เพราะช่วยรักษามูลค่าและกระจายความเสี่ยงได้ดี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการใช้เงินกู้หรือการลงทุนแบบใช้วงเงินทวีคูณ เนื่องจากแม้ราคาทองจะปรับลงเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ขาดทุนจำนวนมาก
จึงแนะนำให้ใช้วิธี ทยอยออมทองเป็นประจำ (DCA) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา และสามารถเริ่มลงทุนได้ด้วยเงินหลักร้อยบาทผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
Goldman Sachs เชื่อจีนยังซื้อทองต่อ
ด้าน Goldman Sachs ประเมินว่า ธนาคารกลางจีนอาจซื้อทองคำจริงมากกว่าตัวเลขทางการหลายเท่า โดยคาดว่าปี 2569 จีนอาจสะสมทองคำได้ถึง 80 ตัน
Goldman Sachs ยังคงมองว่าแรงซื้อจากธนาคารกลาง โดยเฉพาะจีน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำ แม้ระยะสั้นจะยังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด พร้อมคงเป้าหมายราคาทองคำสิ้นปี 2569 ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
โดยภาพรวม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า แม้ราคาทองคำในระยะสั้นจะยังผันผวนและมีโอกาสอ่อนตัวได้อีก แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับการกระจายความเสี่ยง โดยทิศทางราคาจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเฟด สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นหลัก%20copy.jpg)