หุ้นเล็กต่ำบาท เทรดสนั่น UMS พุ่งเท่าตัว หลังปลด SP "ประยุทธ มหากิจศิริ" หุ้นใหญ่ยิ้ม!

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมิ.ย.2569 ดัชนีหุ้นไทยทะยานปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1600 จุดได้อีกครั้ง ก่อนที่จะแกว่งตัวลดลงมา โดยมีแรงซื้อทะลักเข้าหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่หุ้นขนาดเล็กราคาต่ำกว่า 1 บาทก็ยังการซื้อขายคึกคักเช่นกัน
ทั้งนี้ จากสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่าในตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงวันที่ 9 มิ.ย. 2569 มีหุ้นขนาดเล็กที่ราคาหุ้นต่ำกว่า 1 บาท มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุดได้แก่ หุ้น UMS ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 106% , KC 50% ML 48.68% CRD 27.78%
สำหรับหุ้นขนาดเล็กที่ปรับตัวขึ้นมากสุด คือหุ้นบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) (UMS) ซึ่งหลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ปลดเครื่องหมายห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ SP เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 เนื่องจาก บริษัทปฏิบัติตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แล้ว เรื่อง การมีคุณสมบัติการกระจายรายย่อยครบถ้วน
เมื่อพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ UMS ยังพบว่า "ประยุทธ มหากิจศิริ" หนึ่งในมหาเศรษฐีของไทย มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 โดยถือหุ้นจำนวน 6,558,900 หุ้นคิดเป็น 0.27% ขณะที่ล่าสุด บริษัท อะธีน โฮลดิ้งส์ จำกัด (Athene Holdings Ltd.) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ถือหุ้น 2,015,208,022 หุ้น คิดเป็น 84.3765%โดยถือเป็นนิติบุคคลในเครือข่ายธุรกิจของตระกูล มหากิจศิริ โดยมี บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ดังนั้น เมื่อราคาหุ้น UMS วิ่งทะยานมากขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ย่อมได้รับประโยชน์จากการมีมูลค่าการถือครองก็จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) บริษัทนำเข้าถ่านหินคุณภาพดีหรือซื้อจากผู้นำเข้าในประเทศ ซึ่งเป็นถ่านที่มีค่าความร้อนในระดับปานกลาง และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เพื่อจัดจำหน่ายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดกรุงเทพและปริมณฑลรวมถึงจังหวัดใกล้เคียง
อนึ่ง บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิไตรมาสที่ 1 ปี 2569 จำนวน 93.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 14.9 ล้านบาท
โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 56.2 ล้านบาท โดยรายได้รวมลดลง 30.9 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ที่มีรายได้รวม 87.2 ล้านบาท เนื่องด้วยในไตรมาสนี้บริษัทฯ ไม่มีโครงการพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถเปิดจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าได้จากนโยบายบริษัทฯ ที่ไม่ลงทุนในโครงการพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มเติม ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะทำ ให้บริษัทฯ มีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ เดือน แต่เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนที่ใช้เงินจำนวนมาก และมีระยะเวลาในการคืนทุนนานประมาณ 10 – 15 ปี บริษัทฯ จึงเห็นควรนำเงินไปลงทุนธุรกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและมีระยะเวลาคืนทุนเร็วกว่า บริษัทฯ จึงมิได้ขยายการลงทุนในโครงการเพิ่ม คงเหลือแต่โครงการที่ได้ลงทุนไปแล้วและยังอยู่ระหว่างดำเนินการ จึงยังไม่สามารถเปิดขายไฟให้กับลูกค้าได้ ส่งผลให้รายได้รวมลดลง
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 14.0 ล้านบาท ซึ่งมาจากถ่านหินผงที่บริษัทฯ เริ่มขยายตลาดไปได้ไม่นานนัก และปริมาณการใช้ถ่านหินผงในตลาดยังมีจำนวนที่สูงกว่ามาก จึงทำให้บริษัทฯ ค่อย ๆ เพิ่มยอดขายมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง บริษัทฯ มีคู่ค้าที่ดูแลด้านการติดตั้งเตาเผาไอน้ำให้กับลูกค้าที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงให้เปลี่ยนมาใช้ถ่านหินผง เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่า จึงมีแนวโน้มที่บริษัทฯ จะขยายตลาดเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายการพิเศษจากผลขาดทุนที่ไม่ใช่เงินสด จำนวน 84.2 ล้านบาทจากการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์สกุลดิจิทัลโดยการปรับมูลค่าเงินลงทุนตามราคาตลาด(mark-to-market) เนื่องจากในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ราคาสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัล รวมถึงบิตคอยน์ มีการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามภาวะการปรับฐานของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกหลังจากราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญจากความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจมหภาค การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED แรงขายทำกำไรของนักลงทุน รวมถึง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก จึงท าให้ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงอย่างมาก และเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายจะทำให้ราคาเหรียญบิตคอยน์ปรับตัวสูงขึ้น และจะทำให้การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ลดลง
นอกจากนี้ พอร์ตการลงทุนของ "ประยุทธ มหากิจศิริ" ซึ่งมีชื่อปรากฎเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ประกอบด้วย
TOPP ถือหุ้น 150,500 หุ้นคิดเป็น 2.51%
TTA 87,531,758 หุ้นคิดเป็น 4.80 %
UMS 6,558,900 หุ้นคิดเป็น 0.27 %