กลุ่มรายใหญ่ชื่อดัง เดือน พ.ค.69 กอดหุ้น CPALL พบสัดส่วนถือครองแตะนิวไฮ

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนพ.ค. 2569 ดัชนี ปรับเพิ่มขึ้นใกล้แตะระดับ 1,600 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL ล่าสุด ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569 นำมาเปรียบเทียบกับการปิดสมุดทะเบียนรายชื่อในครั้งก่อน ในวันที่ 12 มี.ค. 2569 พบว่า นักลงทุนรายใหญ่ 3 คน ยังคงสัดส่วนการถือครองหุ้นในระดับเท่าเดิม รวมถึงสัดส่วนการถือครองในปัจจุบัน ยังเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่ถือครองหุ้นดังกล่าว ดังนี้
“นิติ โอสถานุเคราะห์ “
5/5/2569 ถือจำนวน 151,914,700 หุ้น คิดเป็น 1.69%
12/3/2569 ถือจำนวน 151,914,700 หุ้น คิดเป็น 1.69%
7/5/2568 ถือจำนวน 143,385,900 หุ้น คิดเป็น 1.6%
12/3/2568 ถือจำนวน 141,786,600 หุ้น คิดเป็น 1.58%
8/5/2567 ถือจำนวน 138,986,600 หุ้น คิดเป็น1.55%
12/3/2567 ถือจำนวน 138,986,600 หุ้น คิดเป็น 1.55%
3/5/2566 ถือจำนวน 138,986,600 หุ้น คิดเป็น 1.55%
10/3/2566 ถือจำนวน 138,986,600 หุ้น คิดเป็น 1.55%
29/4/2565 ถือจำนวน 125,015,000 หุ้น คิดเป็น 1.39%
11/3/2565 ถือจำนวน 125,015,000 หุ้น คิดเป็น 1.39%
27/5/2563 ถือจำนวน 79,430,100 หุ้น คิดเป็น 0.88%
30/4/2563 ถือจำนวน 79,430,100 หุ้น คิดเป็น 0.88%
“ปริญญา เธียรวร”
5/5/2569 ถือจำนวน 123,002,000 หุ้น คิดเป็น1.37 %
12/3/2569 ถือจำนวน 120,902,000 หุ้น คิดเป็น1.35%
7/5/2568 ถือจำนวน 114,702,000 หุ้น คิดเป็น 1.28%
12/3/2568 ถือจำนวน 114,861,200 หุ้น คิดเป็น 1.28%
8/5/2567 ถือจำนวน 110,200,000 หุ้น คิดเป็น 1.23%
12/3/2567 ถือจำนวน 108,200,000 หุ้น คิดเป็น 1.2%
15/9/2564 ถือจำนวน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
6/5/2564 ถือจำนวน 100,000,000หุ้น คิดเป็น 1.11%
10/3/2564 ถือจำนวน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
27/5/2563 ถือจำนวน100,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
30/04/2563 ถือจำนวน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
11/3/2563 ถือจำนวน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
7/5/2562 ถือจำนวน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
12/3/2562 ถือจำนวน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.11%
30/4/2561 ถือจำนวน 70,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.78%
13/03/2561 ถือจำนวน 70,800,000 หุ้น คิดเป็น 0.79 %
3/5/2560 ถือจำนวน 72,200,000 หุ้น คิดเป็น 0.8%
14/3/2560 ถือจำนวน72,200,000 หุ้น คิดเป็น 0.8%
4/5/2559 ถือจำนวน 68,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.76%
16/3/2559 ถือจำนวน 68,200,000 หุ้น คิดเป็น 0.76%
7/5/2558 ถือจำนวน 70,300,000 หุ้น คิดเป็น 0.78%
10/3/2558 ถือจำนวน 70,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.78%
7/5/2557 ถือจำนวน 69,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.77%
“เพาพิลาส เหมวชิรวรากร”
5/5/2569 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5 %
12/3/2569 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
7/5/2568 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
12/3/2568 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
8/5/2567 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
12/3/2567 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
27/5/2563 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
30/4/2563 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
11/3/2563 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
7/5/2562 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
12/3/2562 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
30/4/2561 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
13/3/2561 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
3/5/2560 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
14/3/2560 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
4/5/2559 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
16/3/2559 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
7/5/2558 ถือจำนวน 45,000,0 00หุ้น คิดเป็น 0.5%
10/3/2558ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
7/5/2557 ถือจำนวน 45,000,000หุ้น คิดเป็น 0.5%
11/3/2557 ถือจำนวน45,000,000หุ้น คิดเป็น 0.5%
23/8/2556 ถือจำนวน45,000,000หุ้น คิดเป็น 0.5%
8/5/2556 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
8/3/2556 ถือจำนวน 45,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
9/5/2555 ถือจำนวน 22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
9/3/2555 ถือจำนวน 22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
4/5/2554 ถือจำนวน 22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
14/3/2554 ถือจำนวน 22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
25/11/2553 ถือจำนวน 22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5 %
26/5/2553 ถือจำนวน 22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
11/5/2553 ถือจำนวน22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
30/3/2553 ถือจำนวน22,500,000 หุ้น คิดเป็น0.5%
17/3/2552 ถือจำนวน 22,50,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
4/4/2551 ถือจำนวน 22,500,000 หุ้น คิดเป็น 0.5%
สำหรับการคลื่อนไหวราคาหุ้นCPALL ในรอบเดือนพ.ค. 2569 ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 8.62%
อนึ่ง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เปิดเผยผ่านเอกสารเผยแพร่ว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ของบริษัท มีมติไม่อนุมัติในหลักการในการให้บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ในส่วนธุรกิจบริการทางการเงินเข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วยต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนโดยไม่นับคะแนนเสียงของผู้มีส่วนได้เสีย
การจัดประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการ และสะท้อนถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท เป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นให้ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในธุรกรรมที่สำคัญของบริษัท และการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นในที่สุดตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ขณะที่ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำซื้อ CPALL ราคาพื้นฐาน 60.00 บาท เนื่องจากการที่ผู้ถือหุ้น CPALL มีมติ "ไม่เห็นด้วย" ถึง 96.4% ในการย้าย 3 บริษัท ย่อย (เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT) เข้าสู่กลุ่มธุรกิจ Virtual Bank มติดังกล่าวสะท้อนถึง ความสำคัญของบริษัทย่อยที่มีต่อบริษัท มองเป็นปัจจัยบวก ต่อราคาหุ้นเนื่องจากช่วยปลดล็อก Overhang โดยไม่มี ผลกระทบต่อผลประกอบการ คงราคาพื้นฐาน 60 บาท แนะนำ “ซื้อ”
ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณา Virtual Bank : CPALL ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาอนุมัติย้าย 3 บริษัทย่อย ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทย สมาร์ทคาร์ด และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เข้าไปอยู่ใต้กลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคาร พาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง (ACMH)
ผู้ถือหุ้นไม่เห็นด้วยในการย้ายบริษัทย่อย โดยผลการประชุม ผู้ถือหุ้นมีมติ “ไม่เห็นด้วย” ในการย้าย 3 บริษัทย่อยดังกล่าว ด้วยคะแนนถึง 96.4% สะท้อนถึงความสำคัญของบริษัทย่อยต่อ CPALL และความสำคัญของการรักษาความคล่องตัวในการบริหารงานและความเป็นกลางต่อการดำเนินธุรกิจกับสถาบันการเงินอื่น ซึ่งผลการประชุมเป็นไปตามคาด
มองเป็นบวกต่อราคาหุ้น มองเป็นบวกจากประเด็นดังกล่าวเนื่องจากปัจจัย Overhang ที่กดดันหายไป และไม่มีผลกระทบต่อรายได้และผลประกอบการ ทำให้เราคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท และราคาพื้นฐานปี 2569 ที่ 60.00 บาทต่อหุ้น แนะนำ “ซื้อ”