Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 11-03-2569 (ถ้าสงครามจบไว..หุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจที่สุด!)


11 มีนาคม 2569

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 11-03-2569 (ถ้าสงครามจบไว..หุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจที่สุด!)

ถ้าสงครามจบไว_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

ทันทีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาส่งสัญญาณว่าสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจยุติลงในเร็ววัน ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยก็ขานรับด้วยแรงบวกแห่งความหวังทันที และสิ่งที่ตามมาอย่างรวดเร็วคือการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบโลกที่เคยพุ่งสูงจากความกังวลด้านอุปทานพลังงาน เพราะสำหรับนักลงทุนแล้วนี่ไม่ใช่เพียงข่าวดีทั่วไป แต่ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญในการปรับกลยุทธ์การลงทุนครั้งใหญ่เลยทีเดียว

ในมุมของ เจ๊จิ๋ม ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกใช้กลยุทธ์ตั้งรับด้วยการถือหุ้นกลุ่มพลังงานหรือสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นหลัก แต่หากเสียงปืนในตะวันออกกลางเงียบลงจริง “เกมหุ้น” จะเปลี่ยนไปทันที เม็ดเงินลงทุนมักจะไหลออกจากสินทรัพย์หลบภัยกลับเข้าสู่หุ้นที่เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว 

ทั้งนี้บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก บล.กสิกรไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายจนราคาน้ำมันดิบโลกหลุดระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวกลับเข้าสู่กรอบ 1,390–1,425 จุดอีกครั้ง และกลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์ชัดเจนที่สุดคือธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูง

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GPSC และ BGRIM ดูจะมีภาษีดีที่สุด เพราะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นต้นทุนหลักมักเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน หากต้นทุนพลังงานลดลง ส่วนต่างกำไรย่อมมีโอกาสขยับสูงขึ้นทันที 

นอกจากนี้ หุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศจะกลับมาโดดเด่นเช่นกัน เพราะเมื่อราคาน้ำมันลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจะคลายตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคจึงมีแนวโน้มฟื้นตัวแรง หุ้นค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง CPALL และ CRC จึงเป็นกลุ่มที่นักวิเคราะห์มองว่าจะได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการใช้จ่ายที่กลับมาคึกคัก

ขณะที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้มุมมองสอดคล้องกัน โดยแนะให้โฟกัสหุ้นประเภท Laggard Play หรือหุ้นที่ถูกเทขายหนักในช่วงวิกฤต ซึ่งมักจะฟื้นตัวได้แรงกว่าตลาดเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย กลุ่มที่เห็นภาพชัดที่สุดคือ การบินและการท่องเที่ยว เช่น AOT และ AAV ที่จะได้รับผลบวกถึงสองทาง ทั้งจากต้นทุนเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ลดลง และความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ฟื้นกลับมา ในสายตาของ เจ๊จิ๋ม เมื่อความเสี่ยงสงครามลดลง นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

ทางด้าน บล.หยวนต้า เสริมอีกมิติที่น่าสนใจว่า แม้หุ้นพลังงานต้นน้ำอาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะยังได้ประโยชน์จากการที่เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์อย่าง SAWAD และ MTC จึงน่าจับตา เพราะหากเงินเฟ้อคลายตัว โอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตก็มีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มกำไรให้ธุรกิจกลุ่มนี้โดยตรง 

ส่วนหุ้นที่ยังคงเป็นเสาหลักในพอร์ตคือกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ที่มีจุดเด่นเรื่องกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เงินปันผลจูงใจ และยังเติบโตตามเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นหากถามเจ๊จิ๋มว่าควรโฟกัสหุ้นกลุ่มไหนในวันที่สงครามเริ่มจบ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือการ “เปลี่ยนกลุ่มเล่น” (Sector Rotation) จากหุ้นหลุมหลบภัยอย่างน้ำมันหรือทองคำ ไปสู่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การบริโภค หรือการลงทุนภายในประเทศ เพราะเมื่อความเชื่อมั่นกลับมา นักลงทุนที่กล้าสะสมหุ้นพื้นฐานดีตั้งแต่วันที่ตลาดยังลังเล มักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดในวันที่กระแสเงินทุนไหลกลับมาเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม...เจ๊จิ๋มยังอยากเตือนว่า แม้สงครามจะจบลง แต่ความผันผวนในโลกการเงินไม่ได้หายไปไหน การติดตามข่าวสารรอบด้านและการกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ 

อย่าลืมว่าในตลาดหุ้น... โอกาสและความเสี่ยงมักจะเดินทางมาพร้อมกันอยู่ตลอดเวลาเจ้าค่ะ