จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : SNNP เจาะกลุ่ม GEN Z และตลาดเวียดนาม ปรับโครงสร้างช่องทางจัดจำหน่าย หนุนรายได้เติบโตประมาณ 5–9%


20 กุมภาพันธ์ 2569

 SNNP รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ).png

บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง (SNNP) ปรับกลยุทธ์เน้นคุณภาพ เจาะตลาดกลุ่ม GEN Z และตลาดเวียดนาม เดินหน้าผลักดันแบรนด์เรือธงอย่าง “เจเล่” และ “เบนโตะ” ให้กลับมาสร้างสีสัน ดันรายได้ปี69 โต 5-9%

ท่ามกลางภาพรวมอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในปี 2569 หลังผ่านช่วงแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีทางการค้า ภาคการท่องเที่ยวอ่อนแอ และความผันผวนด้านต้นทุนในปีที่ผ่านมา บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง (SNNP) เดินหน้าธุรกิจเชิงรุก ตั้งเป้ารายได้เติบโต ประมาณ 5–9% พร้อมวางหมากเจาะตลาดกลุ่ม GEN Z และตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะเวียดนาม เดินหน้าผลักดันแบรนด์เรือธงอย่าง “เจเล่” และ “เบนโตะ” ให้กลับมาสร้างสีสันและกระแสในตลาดอีกครั้ง

นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ เปิดเผยว่าในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการปรับกลยุทธ์ใหม่เชิงคุณภาพ โดยจะไม่เปิดตัวแบรนด์ใหม่ แต่จะโฟกัสการต่อยอดความแข็งแกร่งของ Core Brand ผ่านนวัตกรรมสินค้า รสชาติใหม่ และบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น ควบคู่กับการใช้งบการตลาดราว 3% ของยอดขาย เพื่อเสริมพลังการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง

ดัน “เจเล่–เบนโตะ” ครองใจตลาด

สองแบรนด์หลักของ SNNP ได้แก่ “เจเล่” ในกลุ่มเครื่องดื่มเยลลี่พร้อมดื่ม และ “เบนโตะ” ในกลุ่มขนมปลาหมึกอบกรอบ ยังคงเป็นหัวใจหลักของการเติบโตในปี 2569 โดยในตลาดไทย บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายเติบโต 5% จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อ และการปรับโครงสร้างช่องทางจัดจำหน่ายที่มากขึ้น ขณะที่ตลาดเวียดนามตั้งเป้าเติบโต 20% โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกด้านการผลิตและการกระจายสินค้า โดยอาศัยฐานการผลิตในประเทศเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ และบริหารมาร์จิ้นได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายจุดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั้ง Modern Trade และ Traditional Trade เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

เตรียมกิจกรรมบิ๊กเซอร์ไพรส์ เขย่าตลาดปี69

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญของปีนี้ SNNP วางแผนความร่วมมือกับพันธมิตรแบรนด์ระดับโลก เพื่อจัดกิจกรรมการตลาดครั้งใหญ่ สร้างกระแสและความตื่นเต้นในตลาดเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว ซึ่งจะเป็นแคมเปญที่สร้าง Engagement และกระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อให้มากขึ้น หลังจากที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากการใช้พรีเซนเตอร์คู่ “หลิง–ออม” สร้างกระแสในกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ “เจเล่ บิวตี้” ที่สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ และเพิ่มความถี่ในการบริโภคได้อย่างชัดเจน สะท้อนศักยภาพของ Fandom Marketing ที่บริษัทนำมาใช้ได้อย่างตรงจุด

ปูทางสู่ Global Brand ใน 3–5 ปี

ทิศทางระยะยาวของ SNNP ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นผู้นำตลาดในประเทศ แต่กำลังขยับสู่การเป็น “Regional Player” ผ่านการขยายตลาด CLMV และประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และจีน การวางเป้ารายได้ระยะ 3–5 ปีข้างหน้า มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว พร้อมยกระดับมาตรฐานการผลิตและการดำเนินงานด้าน ESG โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ควบคุมต้นทุนอยู่หมัด

การควบคุมต้นทุนถือเป็น "หัวใจหลัก" ที่ทำให้บริษัทฯรักษาอัตรากำไรให้เติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ในสภาวะที่ราคาวัตถุดิบผันผวน SNNP ยังคงเน้นการวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ทั้งปลาหมึก แป้ง น้ำตาล และวัตถุดิบหลักจากแหล่งอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนด้านราคา พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ

ปักหมุดปี 69 โต Mid-High Single Digit

สำหรับปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทาย จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาชายแดน สภาพอากาศแปรปรวน และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ถือว่าผ่านช่วงจุดต่ำสุดมาแล้ว และในปี 2569 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น ด้วยกลยุทธ์เน้น Core Brand การตลาดเชิงรุก การควบคุมต้นทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ SNNP กำลังวางรากฐานใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ในปี 2569 และบริษัทฯตั้งเป้าโต Mid-High Single Digit ที่ระดับ 5–9% และจะกลับมาสร้างสีสันและความคึกคักให้ตลาดเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวอีกครั้ง พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น “Global Brand” อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

โบรกฯ เชียร์ซื้อ SNNP เคาะเป้าราคา 10 บ./หุ้น

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ลิเบอเรเตอร์ ระบุว่า คาดการณ์ยอดขายปี 2569 ของ SNNP ที่ 6,210 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน โดยตลาดในประเทศเติบโต 3% และต่างประเทศเติบโต 14% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 29.5% และกำไรสุทธิประมาณ 645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% พร้อมให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 10.00 บาท อิง P/E 15 เท่า