รายงานพิเศษ : SAFE ลุ้นผลงานปี 69 โตแกร่ง กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว รัฐบาลหลายประเทศหนุนการมีบุตร

วิกฤติเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาที่กระทบต่อโครงสร้างประชากรของไทย โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต ซึ่งจะเห็นได้จากมุมมอง
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า จากวิกฤติการณ์เด็กเกิดน้อยในประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากร หากไม่มีนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ จำนวนเด็กที่ลดลงอย่างต่อเนื่องยังส่งผลต่อคุณภาพทุนมนุษย์ในระยะยาว และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ผ่านมา
กรมอนามัยได้รณรงค์สนับสนุนการเพิ่มอัตราการเกิดอย่างมีคุณภาพ เพราะการเกิดอย่างมีคุณภาพต้องมาจากความพร้อมของพ่อแม่ในทุกด้าน เริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ รวมทั้ง จัดตั้งคลินิกส่งเสริมการมีบุตรและการรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อให้คำปรึกษาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพิ่มโอกาสมีบุตร และหากประสบภาวะมีบุตรยากก็สามารถเข้าสู่การรักษาที่เร็วขึ้น การรักษาเมื่ออายุน้อยย่อมมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ได้มากขึ้น
ขณะเดียวกันประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างจีนก็เผชิญกับปัญหาการมีบุตรน้อย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า แม้รัฐบาลจีนจะมีนโยบายส่งเสริมการมีบุตรแต่ยังไม่จูงใจพอ ทำให้ปี 68 จำนวนประชากรจีนลดลง 4 ปีติดต่อกัน
ซึ่งนโยบายส่งเสริมการมีบุตร เช่น นโยบายสนับสนุนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี แต่อัตราการเกิดของประชากรปี 2025 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และในปี 2026 จีนจะเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้ากลุ่มคุมกำเนิดสนับสนุนอัตราการเกิด
ปัญหาจำนวนประชากรที่ลดลงในประเทศจะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานและเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุในระยะข้างหน้าทางการจีนมีแนวโน้มออกนโยบายส่งเสริมการมีบุตรเพิ่มเติม
ทิศทางอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำจึงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการกระตุ้น ซึ่งในประเทศไทย บมจ.เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) นับเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ในฐานะผู้ให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาผู้มีบุตรยากครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่นำสมัยมีมาตรฐานและความปลอดภัย
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า ในปี 69 บมจ. SAFE ฟื้นตัวจากการใช้บริการมีสัญญาณดีขึ้น และคาดกำไรสุทธิปี 69 เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน กลับมาเติบโตได้จากการใช้บริการมีสัญญาณที่ดีขึ้น
ดังนั้นจึงแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 9.70 บาท โดยคิดจากวิธี DCF WACC 9.7% เนื่องจาก 1) ธุรกิจหลักอยู่ในกระแสเมกะเทรนด์ที่รัฐบาลหลายประเทศมีนโยบายส่งเสริมการมีบุตร ทำให้บริการ IVF มีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนในระยะยาว
2) มีโอกาสเกิด upside จากกลยุทธ์เติบโตแบบ In-Organic 3) คาดกำไรสุทธิปี 69 กลับมาเติบโตจากการใช้บริการที่มีสัญญาณดีขึ้น