Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 19-02-2569 (MTC-TIDLOR-SAWAD กลับสู่ยุคทองธุรกิจลีสซิ่ง)


19 กุมภาพันธ์ 2569

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 19-02-2569 (MTC-TIDLOR-SAWAD กลับสู่ยุคทองธุรกิจลีสซิ่ง)

MTC-TIDLOR-SAWAD_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

***19-02-2569 สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

***ถ้าจะถามเจ๊จิ๋มว่าช่วงนี้หุ้นกลุ่มไหนได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงมากที่สุด บอกเลยว่า “ลีสซิ่ง” ติดโผอันดับต้นๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะ โดยเฉพาะสามเจ้าตลาดอย่าง MTC, TIDLOR และ SAWAD ที่ก่อนหน้านี้โดนพายุถาโถมทั้งเศรษฐกิจฐานรากซบเซา หนี้เสียพุ่งแรง แถมยังถูกคุมเข้มจากแบงก์ชาติเรื่องการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม จนหลายคนเผลอคิดว่ายุคทองของธุรกิจนี้อาจผ่านพ้นไปแล้ว

***ปีนี้ภาพมันเริ่มเปลี่ยนค่ะ จากที่เคยตั้งการ์ดสูง เน้นประคองตัว ลดความเสี่ยง กลายเป็นเดินเกมใหม่ที่เรียกว่า “โตอย่างมีคุณภาพ” มากกว่าจะไล่ขยายพอร์ตแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ปัจจัยสำคัญก็คือทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เริ่มเป็นใจ หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ขณะที่บ้านเรา กนง. ก็ไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มในเร็วๆ นี้

***เมื่อต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มผ่อนคลายลง และเมื่อความกังวลเรื่องเกณฑ์กำกับสินเชื่อเริ่มนิ่ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็เริ่มกลับมา

***ในสามตัวนี้ MTC ดูจะโดดเด่นที่สุดในสายตานักวิเคราะห์หลายสำนัก บล.กสิกรไทยประเมินว่ากำไรปี 2568จะโตได้ถึง 16% ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองยาวไปถึงปี 2570 ว่าบริษัทจะรักษาการเติบโตเฉลี่ย 15–20% ต่อปีได้ สอดคล้องกับเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อที่ตั้งไว้ 15% อย่างมั่นใจ ด้านบล.หยวนต้าก็เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐจะช่วยให้ลูกค้าฐานรากมีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น ทำให้การตั้งสำรองลดลง และให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ไว้แถว 49.75 บาท ฟังดูแล้ว MTC จึงเป็นภาพของหุ้นที่เน้นความมั่นคง คุณภาพสินทรัพย์ และการเติบโตที่ค่อนข้างชัดเจน

***ส่วน TIDLOR แม้ราคาหุ้นจะไม่ได้หวือหวา แต่พื้นฐานถือว่าแข็งแรงไม่แพ้ใคร บล.กสิกรไทยมองว่าครึ่งหลังปี 2568 จะเริ่มเห็นความโดดเด่นชัดขึ้น เมื่อเครดิตคอสต์เริ่มนิ่งและสินเชื่อกลับมาเร่งตัว จุดแข็งสำคัญคือโครงสร้างรายได้ที่หลากหลาย บล.เมย์แบงก์ให้ความสำคัญกับรายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตต่อเนื่อง กลายเป็นค่าธรรมเนียมที่ช่วยพยุงความผันผวนจากดอกเบี้ย ทำให้โมเดลของ TIDLOR ดูสมดุลมากกว่าหลายราย ราคาเป้าหมายเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 24 บาท และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำให้สะสมเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

***ฝั่ง SAWAD นั้นเป็นสาย “ลุ้นเทิร์นอะราวด์” ชัดเจน ปีนี้เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้นหลังควบคุมผลขาดทุนจากการขายทรัพย์ได้ดีขึ้น บล.ฟินันเซีย ถึงกับปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 35 บาท เพราะเห็นทิศทางกำไรสุทธิฟื้นตัว ส่วนบล.หยวนต้ามองว่าปี 2569 อาจเป็นปีที่กลับมาโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้ง ขณะที่บล.เมย์แบงก์ชี้ว่าราคาปัจจุบันยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับศักยภาพกำไรในอนาคต ใครชอบหุ้นสไตล์ฟื้นตัวแรงๆ ก็อาจต้องมองตัวนี้ไว้ในลิสต์

***สิ่งสำคัญที่ทำให้ทั้งสามบริษัทดูดีขึ้น ไม่ได้มีแค่เรื่องกำไรฟื้น แต่คือโครงสร้างธุรกิจที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากดอกเบี้ยขาลง เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นอัตราคงที่ เมื่อต้นทุนเงินกู้ลดลง แต่ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าปรับลงช้ากว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยหรือสเปรดก็จะกว้างขึ้นทันที นี่แหละคือจุดที่กำไรจะค่อยๆ ขยับโดยไม่ต้องเร่งปล่อยสินเชื่อเกินตัว

***อีกด้านหนึ่ง การใช้ Data Analytics เข้ามาช่วยคัดกรองลูกหนี้ ทำให้การปล่อยสินเชื่อแม่นยำขึ้น ลดโอกาสเกิดหนี้เสียสูงๆ เหมือนในอดีต เรียกได้ว่ากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” อย่างแท้จริง บวกกับความได้เปรียบเรื่องเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า ทำให้ทั้ง MTC, TIDLOR และ SAWAD ยังรักษาความเป็นเจ้าตลาดได้เหนียวแน่น ...บอกเลยว่าคู่แข่งหน้าใหม่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งแบบเท่าเทียมกันไม่ใช่เรื่องง่าย!!!

***ดังนั้น ถ้ามองรอบการลงทุนปี 2568–2569 ประเด็นมันไม่ใช่ว่ากลุ่มลีสซิ่งจะฟื้นหรือไม่ เพราะสัญญาณจากหลายโบรกฯ ชี้ตรงกันว่า “ฟื้นแน่” แต่อยู่ที่นักลงทุนจะเลือกสไตล์ไหน ถ้าเน้นมั่นคง คุณภาพสินทรัพย์ชัดเจน MTC ก็ดูตอบโจทย์ ถ้าอยากได้โมเดลรายได้สมดุล มีค่าฟีช่วยเสริมเสถียรภาพ TIDLOR ก็เข้าตา แต่ถ้าใจถึง อยากลุ้นผลตอบแทนจากการเทิร์นอะราวด์ SAWAD ก็ยังมีช่องว่างให้เล่น

***ของแบบนี้ไม่มีถูกผิดค่ะ มีแค่ถูกใจหรือไม่ถูกใจ เลือกให้เหมาะกับสไตล์ตัวเอง แล้วถือให้สบายใจ ที่เหลือก็ปล่อยให้ดอกเบี้ยขาลงทำหน้าที่ของมันเอง…เจ๊จิ๋มกระซิบได้แค่นี้เจ้าค่ะ

***เมื่อคืนนี้ TIDLOR แจ้งงบฯแล้วนะ

 

(หน่วย : พันบาท)

งบการเงิน                                                    

                                     12 เดือน

                                     ตรวจสอบ

สิ้นสุดวันที่                                                             31 ธันวาคม

ปี                                                                 2568                   2567

กำไร (ขาดทุน)                                        4,932,838          4,201,323

ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ *

กำไร (ขาดทุน)                                            1.70                      1.50

สุทธิต่อหุ้น (บาท)                                                    

***TIDLOR บอกว่าในปี 2568 กลุ่มบริษัทยังคงสามารถรักษาการเติบโตของผลการดำเนินงานได้อย่างมีคุณภาพภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยมีกำไรสุทธิสำหรับทั้งปีอยู่ที่ 4,963 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.4% (YoY) จากการเติบโตของรายได้ทั้งจากธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจนายหน้าประกันภัย ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินเชื่อและต้นทุนอย่างรอบคอบ

***ณ สิ้นปี 2568 กลุ่มบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างรวม 109,585.6 ล้านบาท เติบโต 5.4% (YoY) และ 2.1% (QoQ) โดยการขยายตัวยังคงมาจากสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันเป็นหลัก ขณะที่พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อปรับลดลงตามแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ ในขณะเดียวกัน จำนวนลูกค้าสินเชื่อเพิ่มขึ้น 9.0% (YoY) ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรวม สะท้อนการขยายฐานลูกค้าอย่างมีคุณภาพ โดยได้รับแรงหนุนจากการเครือข่ายสาขาทั่วประเทศกว่า 1,873 แห่ง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มการเข้าถึงและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ผ่านแอปพลิเคชันเงินติดล้อ บัตรติดล้อ และบริการ E-Withdrawal ที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง