Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 14-07-2569 (14-21 ก.ค.นี้กลุ่มแบงก์รายงานงบฯ Q2/69)


15 กรกฎาคม 2569

14-21 ก.ค.นี้_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

รอรับได้เลย!!! ระหว่างวันที่  14-21 ก.ค.นี้ จะมีการรายงานผลประกอบการธนาคารงวดไตรมาส 2/69 เริ่มที่วานนี้(14 ก.ค.)เป็นเจ้าแรก 

-20 ก.ค. TTB

-21 ก.ค. KBANK KTB SCB KKP

-20-21 ก.ค. BBL

ไม่ทำให้ผิดหวัง สำหรับ TISCO หรือ   บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

(หน่วย : พันบาท)

งบการเงิน                                 

ไตรมาสที่ 2  6 เดือน

ก่อนสอบทาน ก่อนสอบทาน

สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 30 มิถุนายน

ปี 2569  2568  2569  2568

กำไร (ขาดทุน)  1,763,850    1,643,518    3,497,474    3,286,896

ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ *

กำไร (ขาดทุน)     2.20     2.05     4.37     4.11

สุทธิต่อหุ้น (บาท)                               

ดังนั้นทำให้เจ๊มีความคาดหวังมากๆ ว่าผลประกอบการของแบงก์ตัวอื่นๆ ที่จะทยอยประกาศออกมาจากนี้ น่าจะสร้างความประทับใจให้ได้เช่นกัน

เมื่อวานนี้หุ้นไทยปิดที่ 1,626.03 จุด ลดลงเพียง 1.87 จุด แต่สิ่งที่สะท้อนความกังวลของนักลงทุนได้ดีที่สุดคือ ระหว่างวันดัชนีร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 1,606.27 จุด หรือดิ่งลงมากกว่า 21 จุด ก่อนจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาพยุงตลาดในช่วงท้ายการซื้อขาย

แรงเหวี่ยงของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศ แต่เป็นผลจากแรงกดดันของตลาดการเงินโลกที่กำลังเผชิญภาวะ "เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" จากสองปัจจัยใหญ่ที่เข้ามาพร้อมกัน นั่นคือ Oil Shock และ Yield Shock ซึ่งกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้น AI ที่เคยเป็นดาวเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของปัญหามาจาก Oil Shock หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น จนตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันโลกอาจสะดุด โดยเฉพาะการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการส่งออกน้ำมันโลก

เมื่อความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบก็พุ่งขึ้นทันที และเมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งก็สูงขึ้นตาม ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวอีกครั้ง

เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ Yield Shock หรือการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะนักลงทุนเริ่มเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจยังไม่รีบลดดอกเบี้ย หรืออาจต้องคงดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานกว่าที่คาดไว้

เหตุการณ์นี้กระทบหุ้น Growth โดยตรง เพราะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ส่วนใหญ่ซื้อขายบนความคาดหวังผลกำไรในอนาคต เมื่อ Bond Yield สูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตก็ลดลง ส่งผลให้เกิดแรงขายออกมาอย่างรวดเร็ว

พูดให้เข้าใจง่าย Oil Shock เป็นตัวจุดชนวน ส่วน Yield Shock เป็นตัวเร่งให้แรงขายลุกลามไปทั่วตลาดการเงินโลก

เจ๊จิ๋มสังเกตว่าเซียนหุ้นแทบทุกสำนักเริ่มมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน คือให้ลดน้ำหนักหุ้น Growth แล้วหันมาลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง

กูรูหุ้นแนะนำกลยุทธ์ Energy Hedge ควบคู่กับหุ้น Value และ Defensive โดยเลือก PTTEP, PTT, PTTGC และ IVL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มพลังงาน ขณะที่ KTB, BBL, SCB และ BLA เป็นกลุ่มธนาคารและประกันที่ได้รับอานิสงส์จาก Bond Yield ที่สูงขึ้น

พร้อมกันนี้ มองว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจะหนุน PTTEP และ TOP ขณะที่ BBL, KBANK และ TLI จะได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนการลงทุนในพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น

สู้ๆ นะทุกคน!!!