รายงานพิเศษ : OR เร่งเครื่อง Mobility & Lifestyle ปั้น OR Ecosystem เชื่อมทุกไลฟ์สไตล์ วางรากฐานเติบโตแข็งแกร่งระยะยาว

บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ผลงานดีขึ้นต่อเนื่อง จากการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างดี ส่งผลให้มี EBITDA 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.2% เดินหน้าพัฒนา OR Ecosystem แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกไลฟ์สไตล์ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เปิดเผยผลการดำเนินการปี 2568 มีรายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 65,235 ล้านบาท หรือลดลง 9.0% จากปี 2567 ตามทิศทางการปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับปริมาณจำหน่ายที่ลดลง
แต่ OR สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มี EBITDA 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.2% จากปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ Mobility จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล
ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Cafe Amazon ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจากการยุติธุรกิจที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามแผนในปี 2567
ทั้งนี้ OR ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle ตลอดทั้ง Value Chain
ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจ Mobility และการบริหารความเสี่ยงในธุรกิจ Global อย่างรอบคอบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และส่งมอบคุณค่าร่วมให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งพัฒนา OR Ecosystem ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกไลฟ์สไตล์ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว
ด้านบล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์เกี่ยวกับผลดำเนินงานของ OR ว่า บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมา 4/68 ราว 2,078 ล้านบาท ลดลง 31% จากปีก่อน ลดลง 21% จากไตรมาสก่อน ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ โดยลดไตรมาสก่อน จากด้อยค่าธุรกิจ F&B 2 แห่ง รวม -343 ลบ. หากตัดรายการพิเศษดังกล่าว และอื่นๆออก กำไรปกติราว 2,308 ล้านบาท ลดลง11% จากปีก่อน ลดลง 3% จากไตรมาสก่อน ต่ำกว่าที่คาดเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายโบนัสพนักงาน โดยกำไรลดจากปีก่อนฉุดจากธุรกิจ Global ที่ปริมาณขายน้ำมัน ลดลง 28% จากปีก่อน ลดลง 22% จากไตรมาสก่อน และปริมาณขายกาแฟลดลง 56% จากปีก่อน ลดลง 32% จากไตรมาสก่อน การแข่งขันตลาดน้ำมันฟิลิปปินส์สูง และความขัดแย้งกับกัมพูชากระทบยอดขาย
ส่วนการลดจากไตรมาสก่อน เพราะ การฟื้นของธุรกิจ Mobility จากปริมาณขาย 6,194 ล้านลิตร ลดลง 12% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน ที่เพิ่มตามฤดูกาล ไม่พอชดเชย ธุรกิจ Lifestyle ที่ SG&A เพิ่มขึ้น (ตามฤดูกาล) และธุรกิจ Global ที่ตลาดฟิลิปปินส์และกัมพูชา ที่แย่ลง
คาดธุรกิจ Mobility ฟื้นตัว และค่าใช้จ่ายลดลงตามฤดูกาล หนุนไตรมาส 1/69 ฟื้นจากไตรมาสก่อน โดยปรับลดกำไรปกติ 69-70 ลง -11% และ -10% เป็น 11,470 ลบ. และ 12,554 ลบ. ตามลำดับ สะท้อนจาก
1. ปรับลดปริมาณขายน้ำมันรวมลง 4-5% จากการแข่งขันตลาด commercial ในประเทศสูงขึ้น และผลกระทบกัมพูชา 2. ปรับปริมาณขายกาแฟรวมลง 2% จากผลกระทบกัมพูชาคาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 ฟื้นตัวได้จากไตรมาสก่อน ตามปริมาณขาย Mobility ที่ฟื้นตัวจากฝั่งสถานีบริการฯ ที่ไม่มีผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้เหมือนไตรมาส 4/68 รวมถึงธุรกิจ Lifestyle ฟื้นตัวจากไม่มีผลกระทบของมาตรการคนละครึ่งและค่าใช้จ่ายลดลง q-q ตามฤดูกาล
ทั้งนี้ปรับลดราคาเป้าหมายปี ลงเป็น 16.5 บาท คงคำแนะนำ Buy มองในช่วงที่มี overhang จากความกังวลธุรกิจในกัมพูชา (ประมาณการเรารวมกรณีเหลือแค่ธุรกิจ commercial ในกัมพูชา) คาดชัดเจนภายในไตรมาส 1/69 สามารถทยอยซื้อ คาดกำไรปกติ 69 ยังไม่เปลี่ยนทิศทางที่โตต่อจากปีก่อน ทั้งธุรกิจ Mobility ที่ปริมาณขายและกำไรขั้นต้นต่อลิตรเพิ่มขึ้น และธุรกิจ Lifestyle เติบโตตามการขยายสาขาและค่าใช้จ่ายลดลง ระยะยาวการแทรกแซงของภาครัฐลดลงจากราคาน้ำมันที่ลดลง