Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 10-02-2569 (อิงสถิติหลังเลือกตั้ง 2-4 สัปดาห์ หุ้นมักจะบวกเฉลี่ย 1.2-2.3%)
Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 10-02-2569 (อิงสถิติหลังเลือกตั้ง 2-4 สัปดาห์ หุ้นมักจะบวกเฉลี่ย1.2-2.3%)

10-02-2569 สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
***ก่อนที่จะไปว่ากันด้วยเรื่องการเมืองที่เชื่อมโยงกับตลาดหุ้น เจ๊ขอชวนพวกเราแวะไปดูเรื่องที่ MSCI review ประจำไตรมาสนี้ก่อน มีกำหนดจะประกาศวันที่ 10 ก.พ. 69 ซึ่งมีการคาดกันว่ามีแนวโน้มเป็นกลาง ค่อนไปทางบวกต่อตลาดหุ้นไทย เพราะ
1.) ตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีประเด็นกับ MSCI เรื่อง Free float อาจถูกลดน้ำหนัก หรือ ถอดหุ้น ซึ่งอาจหนักถึงขั้นถอดออกจาก MSCI EM กลายเป็นประเด็นที่เชื่อว่าไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นไทย
2.) หุ้นไทย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาถูก MSCI ทั้งลดน้ำหนัก และ ถอดหุ้นออก สอดคล้องกับแรงขายสุทธิจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติ ที่หนักขึ้นมาตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมา ดังนั้นคาดว่าราคาหุ้นไทยหลายตัวที่แรลรี่ขึ้น มีโอกาสจะถูกกลับมาเพิ่มน้ำหนัก
***นักลงทุนสามารถติดตามการประกาศรายชื่อหุ้นเข้า/ออกจากการคำนวณดัชนี MSCI รอบเดือน ก.พ. ในช่วงเช้าวันที่ 10 ก.พ.นี้ (ตามเวลาประเทศไทย) และจะมีผลบังคับใช้ราคาปิดวันที่ 27 ก.พ. ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับหุ้นรายตัวที่มีการปรับน้ำหนัก
***ส่วนความเคลื่อนไหวของหุ้นที่อิงกับปัจจัยการเมืองภายในประเทศ กูรูในวงการหุ้นบอกว่าในเชิงของสถิติในอดีต SET Index หลังการเลือกตั้งในช่วง 2-4 สัปดาห์ มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ +1.2% ถึง +2.3%และมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 67-80% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับขึ้นและ Outperform คือ กลุ่ม FIN, MEDIA, PROP และ CONS
***สำหรับรอบนี้กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะ Outperform ได้แก่
-หุ้นค้าปลีก CPALL, CPAXT, BJC, CRC, MRDIYT
-หุ้นท่องเที่ยวAWC, ERW
-หุ้นนิคมฯ WHA
-หุ้นรับเหมา STECON, CK
-หุ้นไฟแนนซ์ MTC
***อย่างไรก็ดี Upside ตลาดไม่น่าจะไปได้ไกลเรื่อย ๆ จนถึง 1500 และห่วงอาจมีปรับฐานลงในช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 จากปัจจัยพื้นฐานในแง่ของเศรษฐกิจและกำไรบจ.ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้เร็วในระยะสั้น และไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใครต่างมีข้อจำกัดการใช้งบประมาณ เนื่องจากหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 66% เข้าใกล้เพดานที่ 70% และความล่าช้างบประมาณปี 2570 ที่จะกดดันเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4
***มีการคาดการณ์ว่ารัฐสภาน่าจะลงมติเลือกนายกใหม่ และ ตั้ง ครม. ชุดใหม่ได้ภายในปลายเดือนเมษายน 2569 ตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรับรองผลการเลือกตั้งภายใน60 วัน หลังการเลือกตั้ง ดังนั้น วันสุดท้ายที่ กกต. ต้องรับรองผลคือวันที่ 9 เมษายน 2569 จากนั้น ต้องเปิดประชุมสภานัดแรกภายใน 15 วัน (24 เมษายน 2569) ซึ่งตามปกติแล้ววาระการประชุมสภานัดแรกจะเป็นการเลือกประธานสภา เพื่อดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ดังนั้นจึงน่าจะสามารถตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ภายในปลายเดือนเมษายน 2569
***เนื่องจากการที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลผสมชุดใหม่เป็นไปตามมุมมองกลยุทธ์ ยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปี 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 1,430 จุด ทั้งนี้คาดว่าความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, นิคมอุตสาหกรรม และ กลุ่มผู้บริโภค แต่ อานิสงส์ของกลุ่มผู้บริโภคจะน้อยกว่าสองกลุ่มแรก เนื่องจากเศรษฐกิจโตช้าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้และมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่จะมีขนาดปานกลางเพื่อรักษาวินัยทางการคลังของไทยเอาไว้ เลือก STECON และ WHAเป็นหุ้นเด่น รวมถึงหุ้นผู้บริโภคบางตัวอย่างเช่น CPALL และ CPN
***กูรูหุ้นค่ายถัดมาให้คำแนะนำโดยแบ่งออกเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากแต่ละนโยบายให้ทุกท่านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
1) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการคนละครึ่งพลัส เช่น CPAXT, BJC
2) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงการบัตรสวัสดิการ และการแก้หนี้ เช่น SAWAD,MTC, TIDLOR, AEONTS, GLOBAL, DOHOME
3) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว การจัดมหกรรม Festival ต่างๆ เช่น AOT, AAV, BA, ERW, CENTEL
4) กลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากความคาดหวังที่เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพอีกครั้ง เช่น KTB, SCB, KBANK
5) กลุ่มพลังงานทางเลือกที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหลังคาโซลาร์ อาทิ GULF, GUNKUL, BCPG
6) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมบนความคาดหวังการลงทุนทางตรง (FDI) ที่สูงขึ้น ได้แก่ AMATA, WHA
7) กลุ่มหุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เช่น STECON, STPI, PTG เป็นต้น
***กูรูค่ายอีกค่ายมองว่าผลเลือกตั้งที่ออกมาเช่นนี้ (ภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล) เป็นบวกต่อ SET Index โดยเฉพาะการเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ช่วยหนุนรายได้ประชาชน รวมถึงการลงทุนของภาครัฐ โดยประเมินหุ้นที่มีโอกาส outperform มากสุด ได้แก่ CPAXT,STECON, OSP ทั้งนี้ได้ list หุ้นที่ได้ประโยชน์นโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน ดังนี้
***Commerce (CPAXT): ได้อานิสงส์จากการสานต่อโครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย งบประมาณ 4.4 หมื่นล้านคาดกระตุ้นเงินหมุนเวียน 8 หมื่นล้านบาท โดย CPAXT มีสัดส่วนยอดขายกลุ่ม HoReCa ราว 50% ของยอดขายค้าส่ง และ TNP ร้านค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางภาคเหนือมี 53สาขา ซึ่งรับคนละครึ่งพลัส
***FMCG (OSP, CBG, ICHI, SAPPE, SNNP,NEO) ได้อานิสงส์เชิงบวกจากโครงการคนละครึ่งพลัส ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
***Construction Services (STECON, CK) ได้อานิสงส์จากแนวโน้มการผลักดันประมูลโครงการใหญ่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดเดิม เช่น Landbridgeมอเตอร์เวย์
***Bank (KBANK, BBL, KTB, SCB): ได้ประโยชน์จากนโยบายแก้หนี้ ที่ส่วนใหญ่เป็นการสานต่อจากโครงการเดิม เช่น โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ หรือ “SME Credit Boost”, โครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ /ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ขณะที่โครงการพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกจะนำเงินจากการออกพันธบัตรมาใช้ทำให้แบงก์ได้ประโยชน์จำกัด
***กลุ่มที่อาจเป็นลบ ได้แก่ กลุ่มไฟฟ้า (GULF, GPSC, BGRIM): นโยบาย "ลดค่าไฟเหลือ 3 บาท/หน่วย" กดดันค่า Ft อาจกระทบผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงไฟฟ้า