จีนเดินเกมแรง คุม HFT ถอนเซิร์ฟเวอร์พ้นตลาด สร้างความเท่าเทียมการลงทุน ตลาดหุ้นไทย…ถึงเวลาเดินตามแล้วหรือยัง?
Mr.Data
การตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลจีนในการสั่งย้ายเซิร์ฟเวอร์ของนักลงทุนแบบ High-Frequency Trading (HFT) ออกจากศูนย์ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างตลาดทุนจีน
ท่ามกลางคำถามที่ดังขึ้นในหมู่นักลงทุนว่า “มาตรการคุมความเร็ว” จะช่วยสร้างเสถียรภาพ หรือกระทบสภาพคล่องตลาดในระยะยาว และสำหรับตลาดหุ้นไทย ถึงเวลาทบทวนบทบาทของ HFT อย่างจริงจังหรือยัง
การเคลื่อนไหวล่าสุดของหน่วยงานกำกับดูแลจีนสะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนขึ้นต่อกลุ่มนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ High-Frequency Trading (HFT) และกองทุน Quant หลังมีคำสั่งให้โบรกเกอร์ท้องถิ่นทยอยย้ายเซิร์ฟเวอร์ของลูกค้าความเร็วสูงออกจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่อยู่ภายใต้การบริหารของตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ กวางโจว และพื้นที่อื่นที่เกี่ยวข้อง
มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงทางเทคนิค แต่เป็นการตัดช่องทางความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ของผู้เล่นบางกลุ่ม ที่อาศัยการวางเซิร์ฟเวอร์ใกล้ระบบ Matching ของตลาด เพื่อส่งคำสั่งได้เร็วกว่านักลงทุนทั่วไปเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งในโลกของ HFT นั่นหมายถึงความได้เปรียบมหาศาล
ทำไมจีนต้องลงมือกับ HFT ตอนนี้
การดำเนินการครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง เป้าหมายหลักคือการสร้าง “ความเท่าเทียม” ระหว่างนักลงทุนทุกกลุ่ม และลดความผันผวนเชิงโครงสร้าง หลังตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับความกังวลต่อพฤติกรรมเก็งกำไรที่อาศัยเลเวอเรจและความเร็วเป็นตัวนำ
นอกจากการย้ายเซิร์ฟเวอร์แล้ว ตลาดซื้อขายล่วงหน้ายังมีแผนเพิ่มค่า Latency (ความหน่วง) อีกอย่างน้อย 2 มิลลิวินาที สำหรับการเชื่อมต่อจากห้องคอมพิวเตอร์ภายนอก ซึ่งจะยิ่งลดประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่พึ่งพาความเร็วเป็นหลัก
ผลกระทบเกิดขึ้นทันทีหลังข่าวเผยแพร่ โดยดัชนี CSI 300 จากที่เคยบวกเกือบ 1% พลิกกลับลงแดนลบ ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองแดงในตลาดฟิวเจอร์สเซี่ยงไฮ้ปรับตัวลดลง สะท้อนแรงขายจากกลุ่มที่ต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน
HFT ได้อะไร และตลาดเสียอะไร
ในมุมหนึ่ง HFT ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้สเปรดแคบ และช่วยให้ตลาดทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่นักลงทุนรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงได้ กลับสร้างความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั่วไป
ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลจีนระบุว่า ตลาดนิยาม HFT เป็นบัญชีที่มีการส่งและยกเลิกคำสั่งมากกว่า 300 ครั้งต่อวินาที หรือมากกว่า 20,000 คำสั่งต่อวัน ซึ่งจำนวนบัญชีลักษณะนี้ลดลงแล้วกว่า 20% ในปี 2567 เหลือประมาณ 1,600 บัญชี สะท้อนทิศทางการ “คุมเข้มอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
แรงสั่นสะเทือนถึงอุตสาหกรรมโบรกเกอร์
การลดบทบาทของ HFT ย่อมกระทบต่อโมเดลรายได้ของโบรกเกอร์ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ค่าบริการโคโลเคชัน และบริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งในระยะสั้นอาจเห็นรายได้บางส่วนหดตัว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การปรับโครงสร้างตลาดอาจช่วยดึงนักลงทุนระยะยาวกลับเข้าสู่ระบบ เพิ่มคุณภาพของสภาพคล่อง และลดพฤติกรรมเก็งกำไรความถี่สูงที่เร่งความผันผวนโดยไม่จำเป็น
แล้วตลาดหุ้นไทยควรเดินตามหรือไม่
คำถามสำคัญคือ บทเรียนจากจีนเหมาะกับตลาดหุ้นไทยหรือไม่ ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เริ่มคุมเข้มกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายความถี่สูงมากขึ้น ทั้งในด้านการกำหนดพฤติกรรมคำสั่ง การติดตามระบบอัตโนมัติ และการพิจารณาโครงสร้างค่าธรรมเนียม
แม้ HFT ในไทยอาจมีขนาดเล็กกว่าจีนหรือสหรัฐฯ แต่ในบริบทที่ความเชื่อมั่นนักลงทุนรายย่อยยังเปราะบาง คำถามเรื่อง “ความเท่าเทียมในการเข้าถึงตลาด” กำลังกลายเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
มุมการเมือง พรรคไหนพูดเรื่องคุม HFT อย่างไร
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวในงาน “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?” ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) หัวข้อ หากพรรคการเมืองของท่านได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล คิดว่านโยบายตลาดทุนเรื่องใดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดว่า ตลาดที่ดีต้องมีสินค้าที่ดี ซึ่งภาครัฐสามารถทำได้โดยการเปิดเสรีให้มีการแข่งขัน และมีความเป็นธรรม ซึ่งจะหนุนให้เกิดการลงทุนโดยบริษัทใหม่ๆ ที่จะเป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนได้
และสุดท้าย คือ กติกาที่ต้องเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งกติกาการซื้อขายหุ้นในวงการตลาดหลักทรัพย์ ยังมีข้อกังวลเรื่อง HFT และการยืมหุ้น (Short Sell) ที่ต้องมีความเป็นธรรม ไม่ให้เหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย
“ถ้าเราทำทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ คือสร้างความเชื่อมั่น สินค้าดี และกติกาเป็นธรรม ตลาดทุนไทยถึงจะมีโอกาสฟื้นตัวอย่างแท้จริง” รองหัวหน้าพรรคปชป.กล่าว
การคุม HFT ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการตั้งคำถามว่าตลาดทุนควรออกแบบมาเพื่อใคร และความเร็วควรเป็นความได้เปรียบของคนกลุ่มใด กรณีจีนอาจไม่ใช่ต้นแบบที่ต้องลอกเลียนทั้งหมด
แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า โครงสร้างตลาดที่ “ไม่สมดุล” อาจสร้างต้นทุนทางความเชื่อมั่นในระยะยาว และสำหรับตลาดหุ้นไทย การทบทวนบทบาทของ HFT อย่างจริงจัง อาจเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นศรัทธาของนักลงทุนทั้งระบบ