กนง.ช็อกตลาด! หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1.00% มติ 4:2 โบรกฯชี้ “รอบท้ายวัฏจักร” ดันเป้า SET 1,530 จุด การเมืองชัด–ทุนไหลเข้า หนุนหุ้นการเงิน อสังหาฯ โรงไฟฟ้า
Mr.Data

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ภายใต้การกำกับของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% สู่ระดับ 1.00% และมีผลทันที นับเป็นการ “Surprise Cut” เมื่อเทียบกับที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเพิ่มเติม
การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนความพยายามประคับประคองโมเมนตัมเศรษฐกิจ ลดแรงกดดันต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ ขณะที่มุมมองนักวิเคราะห์เริ่มให้น้ำหนักว่าอัตราดอกเบี้ยระดับ 1.00% อาจเป็น “จุดสิ้นสุดของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง” เว้นแต่เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันด้านต่ำรุนแรงกว่าคาด
ดอกเบี้ยลง หนุนเศรษฐกิจ–ตลาดทุนระยะสั้น
บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ระบุว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงบวกต่อภาคการเงินและตลาดทุนในระยะสั้น ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่
ลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ หนุนหุ้นกลุ่มอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย กระตุ้นแรงจูงใจการกู้ยืมและการบริโภคบางส่วน เสริม Sentiment เชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ภายใต้สมมติฐานว่าเป็นรอบสุดท้ายของการผ่อนคลายดอกเบี้ย ฝ่ายวิจัยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,530 จุด อิงแบบจำลอง PE Model พร้อมแนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” เน้นหุ้นได้อานิสงส์โดยตรง มากกว่าการเข้าซื้อทั้งกระดาน
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่า การลดดอกเบี้ยสู่ 1.00% ถือเป็น Surprise ตลาด และสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจปี 2569 ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หากปัจจัยการเมืองมีความชัดเจน
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่า แม้ กนง.ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด (เดิมประเมินลดในเดือนเม.ย.) แต่ระดับ 1.00% น่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว เว้นแต่เศรษฐกิจเผชิญ Downside Risk เพิ่มเติม
กลุ่มเด่นรับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง
หุ้นกลุ่มการเงินและสินเชื่อถูกมองว่าได้ประโยชน์ชัดเจน จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ซึ่งช่วยพยุงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) และคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในระยะถัดไป อาทิ MTC SAWAD TIDLOR ASK S11 THANI TK AEONTS KTC JMT ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น AP SIRI รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ GPSC GULF ได้รับแรงหนุนจากต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) ที่ลดลง
นอกจากนี้ หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เป็น Laggards ในดัชนี SET50/SET100 เช่น BDMS CRC BJC และ SJWD มีโอกาสเกิดแรงเก็งกำไรตาม Sentiment
การเมืองชัด หนุน Fund Flow ระยะถัดไป
อีกปัจจัยที่ตลาดจับตา คือความคืบหน้าทางการเมือง ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรอง ส.ส. แล้ว 396 คน และคาดว่าจะประกาศเพิ่มเติมต้นเดือนมีนาคม เพื่อให้สัดส่วนไม่น้อยกว่า 95% สำหรับเปิดประชุมสภาฯ
ไทม์ไลน์สำคัญประกอบด้วย โหวตเลือกประธานและรองประธานสภาฯ ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีช่วงปลายมี.ค.–ปลายเม.ย.
โบรกเกอร์ประเมินตรงกันว่า ความชัดเจนทางการเมืองจะช่วยลด Political Risk Premium ในตลาดทุน เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ และหนุนกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ลงทุน Selective Buy รับจบรอบดอกเบี้ย
ภาพรวมเชิงกลยุทธ์ นักวิเคราะห์ให้น้ำหนัก “เลือกกลุ่ม–เลือกตัว” มากกว่าการไล่ซื้อดัชนี โดยเน้น หุ้นการเงิน/สินเชื่อ ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนเงินลด
อสังหาฯ และโรงไฟฟ้า ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หุ้นใหญ่ Laggards ที่มีโอกาส Re-rating ภายใต้กรอบดัชนีเป้าหมาย 1,530 จุด
การลดดอกเบี้ยสู่ 1.00% อาจเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงจิตวิทยา” ของตลาดในระยะสั้น ขณะที่ระยะกลางยังต้องติดตามเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดหากปัจจัยการเมืองเดินหน้าตามโรดแมป และเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวตามคาด การผ่อนคลายรอบนี้อาจกลายเป็นฐานรองรับการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วงถัดไป%20copy.jpg)