Talk of The Town

CPAXT กับบทเรียนราคาแพงจากราคา PO กว่า 43.50 บาท ผ่านมา 5 ปี นักลงทุนติดลบหนัก 67%


12 มกราคม 2569


CPAXT กับบทเรียนราคาแพง_S2T (เว็บ)_0.jpg

หากจะพูดถึงหุ้นที่สร้างความเจ็บช้ำและผลขาดทุนแก่นักลงทุน หนึ่งในนั้นก็มีบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)
 หรือ CPAXT ของเจ้าสัวธนินท์ ด้วยอย่างแน่นอน จากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบัน (ณ วันที่ 12 ม.ค.69) ในช่วงเปิดการซื้อขายเช้าวันนี้ ราคาก็มาถึงระดับที่จุดต่ำสุดที่ 14.10 บาท 

แต่หากใครที่ยังจำกันได้ ก่อนที่จะกลายมาเป็น CPAXT เหมือนทุกวันนี้ ในอดีตนั้นก็คือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO จนมาถึงในวันที่ 4-9 ธันวาคม 2564 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่บริษัทได้เปิดราคาเสนอขายหุ้น Public Offering (PO) ที่สูงถึง 43.50 บาทต่อหุ้น แก่นักลงทุนจองซื้อในช่วงวันดังกล่าว  

โดยหากนักลงทุนได้เข้าจองซื้อและได้รับการจัดสรรหุ้น PO ข้างต้น และถือครองหุ้นมาจนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 12 ม.ค.69) ที่ราคาหุ้นได้ทำจุดต่ำสุดที่ราคา 14.10 บาท เท่ากับว่านักลงทุนจะมีผลขาดทุนถึง 67.58จากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ในแง่ปัจจัยพื้นฐานของ CPAXT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออาจจะฉุดให้บริษัทได้อานิสงส์จำกัดจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตยอดขายเดิมในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของธุรกิจ B2B ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงและของธุรกิจ B2C ที่ติดลบหลักเดียวต่ำๆ โดยอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลจะเกิดกับธุรกิจ B2B (Makro) มากกว่า B2C (Lotus’s) 

พร้อมกันนี้ แม้ว่าบริษัทจะมีจุดแข็งและวางตำแหน่งธุรกิจไว้ที่การจำหน่ายสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะอาหารสด (37% ของยอดขายรวม) แต่กำลังซื้อที่อ่อนแอลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย อาจจะกดดันอัตรากำไรโดยรวม จาก product mix และการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย การคุมต้นทุนจึงเป็นประเด็นที่ท้าทาย เนื่องจากช่องทาง omni channel และ การเปิดสาขาร้านใหม่ ขณะที่คาดว่าผลประกอบการจะอ่อนแอในไตรมาส 4/68 โดยกำไรน่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่จะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 

ดังนั้น จึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2568 – 2570 ลง 4-10% ซึ่งหลัก ๆ แล้วสะท้อนถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ทั้งนี้ เนื่องจากผลประกอบการในไตรมาส 4/68 ไม่น่าสนใจแม้จะเป็นช่วง peak ตามฤดูกาล โมเมนตัมอาจจะแผ่วลงในไตรมาส 1/69 จากปัจจัยฤดูกาล และคาดว่ากำไรจะโตได้จำกัดเพียง 6-7% ในปี 2569-2570 จึงแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 17 บาท