PTTEP-TASCO รับปัจจัยบวก หลังสหรัฐฯโจมตีจับผู้นำเวเนฯ หนุนราคาน้ำมัน-ซัพพลายเพิ่ม
นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดบวก 319 จุด (+0.66%) ได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้น NVIDIA ประเมินว่าเป็นเพราะอุปสงค์ด้าน AI ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 0.16% นักลงทุนอยู่ในช่วงมองถึงอุปทานล้นตลาดกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาไม่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯแต่อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่เป็นการปรับขึ้นในบางกลุ่มเน้นที่กลุ่ม Hard Ware (NVIDIA +1.26% , Intel +6.7% , TSM +5.2%) แต่สวนทางกับหุ้นในกลุ่มผู้ประกอบ Data Center , Cloud ที่ปรับลง) แต่ก็ไม่ได้มีปัจจัยอะไรที่มีนัยยะสำคัญอาจเป็นเพียงแรงทำกำไรปกติ ส่วนการเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรพบว่าเร่งขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถึงกับน่ากังวลอย่างมีนัยยะสำคัญ
สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนจะกลับมาให้น้ำหนัก ได้แก่ การที่สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลาและจับผู้นำเมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา แม้จะมีความกังวลว่าราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแต่หลายๆ สื่อระบุตรงกันว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่กระทบกับแหล่งผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาและเชื่อว่าสงครามจะไม่ได้บานปลายไปมากกว่าระดับนี้
นอกจากนี้แล้วเวเนซุเอลามิได้ส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกเท่าใดนัก เพราะที่ผ่านมาเผชิญกับการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันกลับพบว่าสหรัฐฯ มีแผนจะเข้าควบคุมการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาจากนี้กลับกันอาจพบ Supply เร่งขึ้นจากนี้ก็เป็นไปได้ ข้อดีของเวเนซุเอลาคือมีปริมาณน้ำมันดิบค่อนข้างมาก
ดังนั้นจึงประเมินราคาน้ำมันดิบอาจดีดตัวระยะสั้นแต่หลังจากนั้นระมัดระวังเรื่องอุปทานจะเร่งขึ้นระยะกลาง และเชื่อว่าสำหรับ Trump แล้วความต้องการด้านเงินเฟ้อคือระดับต่ำมากกว่าระดับสูง การที่ Trump จะสร้างสงครามกับเวเนซุเอลาแล้วเงินเฟ้อพุ่งสูงไม่น่าใช่สิ่งที่ Trump ต้องการ
แต่อย่างไรก็ตามระยะสั้นอาจดีกับ PTTEP แต่หากราคาน้ำมันปรับลงจะกดดันเงินเฟ้อดีกับตลาดหุ้นโดยรวมและ TASCO โดยคืนนี้รอติดตาม PMI ของสหรัฐฯ จากภาคผลิต Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 48.3
วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250 – 1,270 จุด อาจได้จิตวิทยาเชิงบวกจากการปรับขึ้นของหุ้นสหรัฐฯ ประกอบกับแรงหนุนจากการเลือกตั้ง ในเชิงกลยุทธ์ การลงทุนเน้นเลือกเป็นรายตัวที่มีปัจจัยหนุน อาทิ ค้าปลีก (CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) ท่องเที่ยว (BA CENTEL MINT) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB)
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ปัจจุบันเวเนซุเอล่าผลิตน้ำมัน 8.0แสนบาร์เรล/วัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลก และส่งออกคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าครึ่งนึง) เบื้องต้นนวค.คาดว่าหากสหรัฐเข้าควบคุมการผลิต จะสามารถทยอยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 1.5แสน-1.2ล้านบาร์เรลต่อวันได้ ซึ่ง Trump ได้แถลงว่าจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ในสหรัฐเข้ามาจัดการกระบวนการดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งในอดีต Exxon, ConocoPhillips เคยบริหารจัดการ ในขณะที่ปัจจุบัน Chevron ได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว
ทิศทางราคาน้ำมันระยะสั้นอาจเห็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก sentiment สงคราม อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องตามต่อคือสหรัฐจะบริหารจัดการ Reserve น้ำมันของเวเนซึ่งสูงที่สุดในโลกถึง 3.0แสนล้านบาร์เรลออกมาอย่างไร ? ซึ่งหากอิงจากข้อมูลในอดีตอย่าง Iraq, Afghanistan และอื่นๆพบว่าไม่ง่าย เนื่องจากใช้เม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าในครั้งนี้ได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน โดยแบบจำลอง Bloomberg พบว่าทุกๆ 1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ 2.5% (ซึ่งหากสมมติฐานการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% คาดส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบระยะกลาง 4%)
มองเป็นลบอ่อนๆต่อกลุ่มพลังงาน จากคาดการว่าอุปทานน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว โดยปัจจุบันเราใช้สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบปี 2026 ที่ 65.0เหรียญ บนสถานะ Over supply ประมาณ 1.2ล้านเหรียญ ซึ่งหากสถานะส่วนเกินปรับขึ้นเป็น 2.6-3.0ล้านเหรียญ ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลงไปบริเวณ 58-60เหรียญ
โดยทุกๆ 5เหรียญน้ำมันดิบ ส่งผลต่อdownside ต่อ SET_EPS ประมาณ 1จุด +/- (จากประมาณปัจจุบันของเราที่ 90.5) และหากอิงจากสถิติย้อนหลังของสงคราม (2003-2025) พบว่า SET ติดลบประมาณ 1.4% ในช่วงหนึ่งเดือน
ดังนั้นมองเป็นบวกต่อ TASCO เนื่องจาก มีความเป็นไปได้ที่น้ำมันดิบชนิดหนักจะมีเพิ่มขึ้นหากสหรัฐฯ สามารถเข้าควบคุมประเทศเวเนซุเอลาและหากยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อาจทำให้ TASCO สามารถกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาอีกครั้ง
โดยคาดว่าจะทำให้ยอดขายของ TASCO ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะสามารถกินส่วนแบ่งการตลาดจากยางมะตอยน้ำมันดิบทางเลือกได้ โดยในช่วงก่อนการแทรกแซงน้ำมันดิบเวเนซูเอาลาปี 2020 ยอดขาย TASCO อยู่ที่ระดับ 2 ล้านตันต่อปี เทียบกับระดับปัจจุบันที่ 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากน้ำมันเวเนซูเอลามีราคาที่ถูกกว่า 10-30% ของน้ำมันทางเลือก ทำให้กำไรปกติอยู่ที่ระดับ 2-3 พันล้านบาทต่อปี เทียบกับปัจจุบันที่ 1.5 พันล้านบาทต่อปี