จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : “ขนส่งน้ำมันพุ่ง-ค่าเช่าเรือเพิ่ม” หนุนรายได้-กำไร PRM โดดเด่น


14 มีนาคม 2566
การเดินทางที่กลับสู่ภาวะปกติเหมือนกับช่วง ก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด 19 กระตุ้นการใช้พลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน และยังส่งผลดีต่อธุรกิจขนส่งน้ำมันของบริษัท พริมา มารีน (PRM)  ซึ่งปี66 มั่นใจรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10%  โบรกเกอร์แนะนำ “ซื้อ”ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 10 บาท

รายงานพิเศษ ขนส่งน้ำมันพุ่ง-ค่าเช่าเรือเพ.jpg

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 65 เฉลี่ยอยู่ที่ 151.16 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 13.5%  เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ประกอบกับคนไทยมีการเดินทางข้ามจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่

สำหรับในปี 66 คาดว่า ความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) คลี่คลายลง ประกอบกับจีนได้มีการสิ้นสุดมาตรการ ZERO COVID-19 ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.66  ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ชาวจีนสนใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงอื่นที่อาจส่งผลกระทบ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว

การเดินทางในประเทศและต่างประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลดีต่อธุรกิจ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) (PRM) ที่ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป และปิโตรเคมีเหลว ทางเรือให้กับลูกค้าตามความต้องการอย่างครบวงจร รวมถึงการให้บริการเรือขนส่งที่ให้การสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล และการบริหารจัดการเรือ 

โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทธุรกิจหลัก ดังนี้

1. ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันและปิโตรเคมีเหลว (ธุรกิจเรือขนส่งฯ) 

2. ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมัน (ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU)

3. ธุรกิจเรือขนส่งที่ให้การสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (ธุรกิจเรือ Offshore) 

4. ธุรกิจบริหารจัดการเรือ (ธุรกิจบริหารเรือ)

ซึ่งการดำเนินงานในปีนี้ “วิริทธิ์พล  จุไรสินธุ์” ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี  PRM มั่นใจว่า จะสามารถผลักดันรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า10% จากสัญญาณภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัว หลังสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นและการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว  ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเชื้อเพลิงภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการดำเนินงานของPRMในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยบริษัทฯ มั่นใจว่าจะรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่บล.ดาโอ วิเคราะห์หุ้น PRM โดยระบุว่า กำไรปกติ 4Q22 ดีกว่าคาด ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากการเติบโตของธุรกิจหลัก PRM รายงาน 4Q22 มีกำไรสุทธิ 686 ล้านบาท (+305% YoY, -35% QoQ)แต่หากไม่รวมกำไรพิเศษส่วนใหญ่จาก FX gain ผลการดำเนินงานปกติจะมีกำไรที่ 581 ล้านบาท (+340% YoY, +32% QoQ) ดีกว่า  consensus ทำไว้ที่ 459 ล้านบาท และเราทำไว้ที่ 450 ล้านบาท โดยได้ผลบวกจากธุรกิจหลักที่เติบโตแข็งแกร่งทำได้ดีขึ้นมาก ได้แก่

1) เรือ FSU ยังคงได้ผลบวกจากการปรับค่าเช่าเรือขึ้นตั้งแต่ปลาย 2Q22, อัตราการใช้เรือที่สูงขึ้นเป็น 100% (4Q21 = 77%, 3Q22 = 89%) และต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง
2) เรือ domestic trading ดีขึ้นต่อเนื่องจากความต้องการขนส่งน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ตามการเดินทางในประเทศและจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายธุรกิจเรือขนส่งสินค้าเคมีทำได้ดีขึ้น
3) เรือ international trading จากการรับรู้รายได้จากเรือ VLCC เพิ่มอีก 1 ลำเต็มไตรมาส ทำให้รวมมีเรือ VLCC ให้บริการครบ 3 ลำ  ส่งผลให้ปี 2022 มีกำไรสุทธิ 2.2 พันล้านบาท +58% YoY และมีกำไรปกติที่ 1.55 พันล้านบาท +59% YoY

บริษัทจึงปรับประมาณการกำไรปกติปี 2023E ขึ้น +5% เป็น 1.7 พันล้านบาท +10% YoY โดยปรับรายได้ขึ้น +2% เป็น 8.65 พันล้านบาท +12% YoY และ GPM ดีขึ้นเป็น 32.1% จากเดิม 31.0% (ปี 2022 = 33.2%) จากแนวโน้มทุกธุรกิจที่จะดีขึ้น โดยเฉพาะจาก

1)    เรือ domestic trading ที่จะดีขึ้นตามความต้องการขนส่งน้ำมันและเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น รวมถึงได้ผลบวกจากจีนเปิดประเทศ ทำให้การขนส่งน้ำมันเครื่องบินปรับตัวดีขึ้นมาก

2)    เรือ FSU จะยังคงทรงตัวดีจากค่าเช่าเรือที่สูงขึ้น และค่าเช่าเรือจะยังทรงตัวได้ใน 2H23E รวมทั้งมีโอกาส upside เพิ่มจากแผนขยายกองเรือใหม่ที่จะทยอยเข้ามาใน 1-2 ปีข้างหน้า

3)    เรือ international trading จะยังคงเติบโตดีขึ้นมาก จากการรับรู้รายได้เรือ VLCC เต็มปีครบทั้ง 3 ลำ

รวมทั้งปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 10.00 บาท (จากเดิม 9.60 บาท) เนื่องจากมีการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น โดยยังอิง 2023E core PER ที่ 15 เท่า (-0.5SD below 5-yr average PER)  โดยมี key catalyst จากกำไรปกติปี 2023E ที่จะเติบโต YoY ได้โดดเด่นต่อเนื่อง
PRM