รายงานพิเศษ : LEO รับอานิสงส์ไทย-จีนเปิดประตูการค้า รถไฟไทย-ลาว-จีนหนุนขนส่งสินค้า ต่อยอดธุรกิจ Rail Logistics

LEO จับตาโอกาสธุรกิจโลจิสติกส์ หลังรัฐบาลไทยจับมือจีนสนับสนุนผู้ประกอบการเกษตรใช้เส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน ขยายตลาดส่งออก หนุนความต้องการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สอดรับธุรกิจ Rail Logistics ที่บริษัทวางกลยุทธ์ขยายตัวต่อเนื่อง
ทิศทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับจีนมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น หลังภาครัฐเดินหน้าผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงระบบขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน ซึ่งกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการขนส่งสินค้าและเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาค ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการภาคเกษตรกรรม แต่ยังเปิดช่องทางการเติบโตให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ที่มีความพร้อมด้านการขนส่งข้ามพรมแดนอย่าง บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ (LEO) ซึ่งวางยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจขนส่งทางรางและบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี 2568 ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในความตกลง เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง-ล้านช้าง
โครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยและเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรผ่านเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง หรือ Mekong Institute เป็นหน่วยงานดำเนินงาน มีเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรกรรมรวม 150 ราย ผ่านการฝึกอบรมด้านการค้า การใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ ก่อนจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกันเพื่อขยายโอกาสทางการค้าในอนุภูมิภาค
ประเด็นสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ที่การยกระดับเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน ให้เป็นช่องทางสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ต้องการขยายตลาดไปยังประเทศจีน ซึ่งการมีทางเลือกด้านการขนส่งเพิ่มขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการกระจายสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งยังเปิดโอกาสให้เกิดความต้องการบริการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การรับสินค้า การขนส่งระหว่างประเทศ การบริหารจัดการสินค้า ไปจนถึงการส่งมอบปลายทาง
สำหรับ LEO ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความพร้อมในการต่อยอดโอกาสดังกล่าว เนื่องจากมีธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร ครอบคลุมการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางราง รวมถึงบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการนำเข้าและส่งออก โดยมีเครือข่ายตัวแทนพันธมิตรในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ทำให้สามารถรองรับความต้องการขนส่งสินค้าของลูกค้าได้หลายรูปแบบ
ที่สำคัญ บริษัทได้เริ่มวางรากฐานธุรกิจขนส่งทางรางมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ได้จัดตั้งบริษัท LaneXang Express เพื่อให้บริการขนส่งทางรางไปยัง สปป.ลาว และจีน ขณะที่ปี 2567 ได้จัดตั้งบริษัท Sritrang Leo Multimodal Logistics เพื่อดำเนินธุรกิจขนส่งทางรางภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขยายธุรกิจ Rail Logistics ไม่ใช่เพียงแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นตามกระแสการค้าระหว่างประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนและพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจที่บริษัทดำเนินการมาแล้ว
เมื่อพิจารณาควบคู่กับความร่วมมือของภาครัฐที่กำลังส่งเสริมการใช้เส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน จะเห็นถึงความสอดคล้องระหว่างทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งกับยุทธศาสตร์ของ LEO เพราะหากโครงการภาครัฐสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการเกษตรมีความพร้อมในการส่งออก และเกิดปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านระบบรางเพิ่มขึ้น ย่อมเป็นโอกาสให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางรางเข้าไปนำเสนอบริการและขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น
นอกจากนี้ การเติบโตของการขนส่งทางรางยังมีความสำคัญต่อการเพิ่มความหลากหลายของบริการ เนื่องจากลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการด้านต้นทุน ระยะเวลาขนส่ง และลักษณะสินค้าแตกต่างกัน การมีบริการขนส่งทั้งทางเรือ ทางอากาศ และทางราง จะช่วยให้ LEO สามารถออกแบบโซลูชันการขนส่งที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย และเพิ่มโอกาสในการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
ขณะเดียวกัน โอกาสจากการขยายเส้นทางการค้าระหว่างไทยกับจีนยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเติบโต 3 ด้าน 6 มิติ หรือ 3x6 Growth Matrix ที่นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO ประกาศเดินหน้าผลักดันในปี 2569 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโต การเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กร
โดยเฉพาะแผนการขยายเส้นทางการขนส่งเดิมและเปิดเส้นทางใหม่ ทั้งเส้นทางไทย-จีน ไทย-ยุโรป และไทย-อาเซียน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Rail และธุรกิจ Non-Freight / Non-Logistics เพื่อสร้างความหลากหลายของแหล่งรายได้ ลดการพึ่งพาธุรกิจขนส่งรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจที่มีศักยภาพ
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือแผน JUMP+ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่ม EBITDA ในปี 2571 ไม่น้อยกว่า 45% จากระดับปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50-55 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับ Profitability, Efficiency และ Stability ไม่ใช่การขยายรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจให้เป็นผลกำไรและกระแสเงินสดที่มีคุณภาพได้ด้วย
ดังนั้น การขยายตัวของการค้าผ่านเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินยุทธศาสตร์ของ LEO โดยเฉพาะการต่อยอดธุรกิจ Rail Logistics ให้มีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการเติบโตของรายได้และประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของบริษัท
ภาพรวมจึงน่าจับตาว่า การเชื่อมโยงการค้าและระบบขนส่งระหว่างไทย ลาว และจีน จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการขยายตลาดโลจิสติกส์ในภูมิภาค ขณะที่ LEO มีทั้งประสบการณ์ เครือข่ายพันธมิตร และการลงทุนในธุรกิจขนส่งทางรางรองรับอยู่แล้ว ความร่วมมือภาครัฐในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่บริษัทสามารถนำมาต่อยอดทางธุรกิจได้อย่างสอดคล้องกับแผนการเติบโต