รายงานพิเศษ : TFG สัญญาณกำไรแกร่ง ค้าปลีก-หมู-ไก่ หนุนรายได้ โค้งท้ายปีหนุนผลงานโตต่อ

TFG ลุ้นกำไรไตรมาส 3/69 แตะ 1.8 พันล้านบาท เติบโต 22% จากไตรมาสก่อน รับแรงหนุนจากมาร์จิ้นที่ดีขึ้นและธุรกิจเติบโตครบทุกกลุ่ม ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4 ยังมีปัจจัยบวกจากราคาขายและต้นทุนอาหารสัตว์
บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) กำลังเข้าสู่ช่วงที่ภาพการฟื้นตัวของธุรกิจมีความชัดเจนมากขึ้น หลังผ่านช่วงที่อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เผชิญแรงกดดันด้านราคาขาย โดยรอบนี้ปัจจัยสนับสนุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการฟื้นตัวของราคาสุกรและไก่ แต่ยังมีแรงขับเคลื่อนจากธุรกิจค้าปลีกและตลาดส่งออกเข้ามาเสริม ทำให้โครงสร้างรายได้มีความหลากหลาย และเพิ่มโอกาสในการรักษาความสามารถทำกำไรได้ดีขึ้น
ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป ประเมินแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของ TFG คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.08% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 5.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้คาดอยู่ที่ประมาณ 18,900 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตของธุรกิจหลักทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสุกร และธุรกิจไก่ โดยประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 20% จากแรงหนุนของราคาขายเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง
หากพิจารณาโครงสร้างธุรกิจของ TFG จะเห็นว่าจุดเด่นสำคัญอยู่ที่การดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสุกรและไก่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ไปจนถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกของบริษัท ทำให้สามารถเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ และมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
หนึ่งในธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทต่อการเติบโตของ TFG มากขึ้น คือธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์ Thai Foods Fresh Market ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงช่องทางระบายสินค้าจากกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสินค้าอาหารที่เกี่ยวข้อง
บทวิเคราะห์ของ บล.ฟิลลิป ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทมีสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 790 แห่ง จากเป้าหมายสิ้นปีที่ 875 แห่ง ขณะที่ยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 140,000 บาทต่อวัน และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) กลับมาเป็นบวก 1% สะท้อนทิศทางการดำเนินงานที่ดีขึ้นทั้งจากการขยายเครือข่ายสาขาและการเพิ่มยอดขายในสาขาเดิม
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัท และเปิดโอกาสให้ TFG เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ใกล้ชิดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาควบคู่กับการเพิ่มยอดขายต่อสาขายังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เพราะจะเป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพการลงทุนและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจค้าปลีกในระยะต่อไป
ด้านธุรกิจสุกร เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการฟื้นตัว หลังราคาขายสุกรในประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยฟิลลิปประเมินราคาเฉลี่ยในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 67 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณจำหน่ายสุกรที่ทรงตัวในระดับสูง ช่วยกระจายแหล่งรายได้และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
สำหรับธุรกิจไก่ ปัจจัยบวกมาจากทั้งปริมาณจำหน่ายและตลาดส่งออก โดยฟิลลิปประเมินว่ายอดส่งออกไก่ปรุงสุกไปยังตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปเติบโตมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่ราคาไก่เนื้อในประเทศฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35-36 บาทต่อกิโลกรัม ช่วยสนับสนุนรายได้และความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
ข้อมูลจาก Agriculture & Livestock Industries Corporation (ALIC) ของญี่ปุ่น ซึ่งเผยแพร่รายงานอุตสาหกรรมปศุสัตว์ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2569 ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงแต่งจำนวน 415,351 ตัน เพิ่มขึ้น 2.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดญี่ปุ่นมีปริมาณนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากไทย 184,951 ตัน เพิ่มขึ้น 4.9% สะท้อนว่าตลาดส่งออกยังมีความต้องการรองรับผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปของไทย โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นที่ยังมีแรงซื้ออย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมส่งออกไก่ยังมีความท้าทายเช่นกัน เนื่องจาก ALIC ระบุว่าการส่งออกไก่แช่แข็งของไทยในช่วง 7 เดือนแรกหดตัว 18.1% จากปีก่อน และคาดการณ์ว่าปริมาณส่งออกไก่โดยรวมของไทยในปี 2569 อาจลดลง 2% ดังนั้น การเติบโตของ TFG ในตลาดส่งออกจึงควรพิจารณาควบคู่กับความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าและเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่อาศัยการขยายตัวของตลาดส่งออกโดยรวมเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญต่อกำไรของ TFG คือการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของต้นทุนการผลิต ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยที่รวบรวมจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ภาคเหนืออยู่ที่ 8.5 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนสิงหาคม 2569 ลดลงเล็กน้อยจาก 8.6 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนกรกฎาคม สะท้อนการผ่อนคลายของราคาในระยะสั้น
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/2569 ฟิลลิปประเมินว่าราคาสุกรและไก่ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางบวก ประกอบกับการเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดและการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้ต้นทุนวัตถุดิบอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
ฟิลลิปจึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 6,900 ล้านบาท โดยประเมินว่ากำไรในช่วง 9 เดือนแรกจะคิดเป็นประมาณ 76% ของประมาณการทั้งปี พร้อมปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 2570 ที่ 12.50 บาทต่อหุ้น จากราคาหุ้นอ้างอิง 9.55 บาท คิดเป็น Upside ประมาณ 31% และคงคำแนะนำ "ซื้อ"
ภาพรวมของ TFG ในรอบนี้จึงน่าจับตาในมิติของการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นจากหลายองค์ประกอบพร้อมกัน ทั้งราคาขายเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวดีขึ้น การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ธุรกิจค้าปลีกที่เริ่มเห็นการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม และตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ยังมีโอกาสขยายตัว ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงสนับสนุนให้บริษัทมีโอกาสรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้น