SCC ปิดดีลส่ง SCGC ตั้งบริษัทร่วมทุน PTTGC ลุยธุรกิจปิโตฯ คาดธุรกรรมเสร็จครึ่งหลังปี 70

ตามที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2569 และเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ที่เกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการความร่วมมือทางธุรกิจในสายธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ“SCGC” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC และบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ “PTTGC”
โดยทั้งสองบริษัทได้เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบสถานะเชิงลึกเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) และอยู่ระหว่างหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมนั้น
SCC ขอแจ้งความคืบหน้าว่า SCGC และ PTTGC ซึ่งต่อไปนี้เรียกรวมกันว่า “บริษัททั้งสอง” ได้บรรลุข้อตกลงในสาระสำคัญและกรอบเงื่อนไขหลักของการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Potential Joint Venture) ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น โครงสร้างของธุรกรรม และประโยชน์ร่วม (Quantified Synergies) ตามที่ได้แจ้งไว้ก่อนหน้า
1. วัตถุประสงค์ของธุรกรรม
การรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของ PTTGC และ SCGC มีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับโลก
โดยบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์จะผสานจุดแข็งของ PTTGC ในด้านการผลิตของธุรกิจต้นน้ำ การเข้าถึงวัตถุดิบที่มีความสามารถในการแข่งขันจากการบูรณาการร่วมกับธุรกิจโรงกลั่น และโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร ร่วมกับ SCGC ที่มีความแข็งแกร่งในด้านการผลิตของธุรกิจปลายน้ำ มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองและความเชี่ยวชาญที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added) และมีความหลากหลายบริษัททั้งสอง
คาดว่าการรวมธุรกิจดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านแผนการดำเนินงานร่วมกันการจัดสรรวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ประโยชน์จากโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน การจัดการแผนการซ่อมบำรุง และประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดหา โดยประโยชน์ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มความมั่นคงตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เสริมศักยภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่หลากหลายมากขึ้นแก่ลูกค้า และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจในการปรับตัวจากความผันผวนของราคาสินค้าและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
2. มูลค่าประโยชน์ร่วม
บริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์คาดว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ร่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำจากการดำเนินงานต่อปี (Recurring annual synergy) ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 5,100-6,800 ล้านบาท (หรือประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังการดำเนินธุรกรรมแล้วเสร็จ โดยส่วนใหญ่มาจาก (i) การเสริมความเป็นผู้นำ ด้านผลิตภัณฑ์และตลาดในธุรกิจปลายน้ำ
(ii) การบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน และ (iii) การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้นี้ ประมาณการมูลค่าประโยชน์ร่วมดังกล่าวจัดทำขึ้นจากข้อมูลที่บริษัททั้งสองมีอยู่ในปัจจุบัน และผลประโยชน์ร่วมที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากที่ประมาณการไว้
3. โครงสร้างการถือหุ้น
SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 44 และ PTTGC จะถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 56 ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์(Potential Joint Venture) ดังนั้น PTTGC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และ SCGC จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบธุรกรรมที่ได้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้
4. ขอบเขตสินทรัพย์
(1) สินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟิ นส์และพอลิโอเลฟิ นส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (Crackers) โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (Polyethylene หรือ “PE”) และโรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (Polypropylene หรือ “PP”) และเงินลงทุนในบริษัทร่วมทุนของ SCGC ได้แก่ บริษัทสยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัทสยามเลเทกซ์สังเคราะห์จำกัด บริษัทไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัทกรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด และ (2) สินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟิ นส์และพอลิโอเลฟิ นส์ของ PTTGC ในประเทศไทย รวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และเงินลงทุนในบริษัทเอ็ชเอ็มซีโปลีเมอส์จำกัด
5. นโยบายการจ่ายเงินปันผล
(i) จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทร่วมทุนสำหรับปีบัญชีนั้น ๆ ภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและจำนวนเงินที่ต้องจัดสรรเป็นทุนสำรองตามกฎหมายของบริษัท ร่วมทุนตามที่กฎหมายกำหนด และ (ii) จ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมส่วนทำเหลือภายหลังหักเงินจำนวนใด ๆ ที่จำเป็นตาม สมควรเพื่อใช้เป็นรายจ่ายลงทุน การลงทุนในอนาคต เงินทุนหมุนเวียน และ/หรือความต้องการอื่นในการ ดำเนินงานและธุรกิจของบริษัทร่วมทุน
6. เหตุการณ์สำคัญในลำดับถัดไป
1. การแจ้ง/จัดส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น:วันที่18 พฤศจิกายน 2569
2. วันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น: วันที่ 3 ธันวาคม 2569
3. การยื่นคำขอและการได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (“กขค.”): ภายในครึ่งแรกของปี2570
4. การปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนให้ครบถ้วน การได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลอื่น และการได้รับอนุมัติจากคู่ค้าร่วมทุน (หากมี): ภายในครึ่งแรกของปี2570
5. การดำเนินธุรกรรมให้แล้วเสร็จและการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์(Potential Joint Venture):ภายในครึ่งหลังของปี 2570
ภายหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์แล้วเสร็จ บริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะถูกรับรู้เป็นบริษัทร่วมของ SCC และรับรู้ส่วนแบ่งผลการดำเนินงานตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) ตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดยสินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟิ นส์ของ SCGC ในประเทศไทยภายใต้บริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์นี้จะไม่ถูกรับรู้ในงบฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนของ SCC นอกจากนี้ประโยชน์ร่วมที่คาดว่าจะได้รับของบริษัทร่วมทุนนี้จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งกำไรของ SCGC ขณะที่เงินปันผลที่ได้รับจะส่งผลต่อ EBITDA ของ SCC ในอนาคต
นอกเหนือจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ตามที่กล่าวข้างต้น SCC ยังคงเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์อื่น ๆได้แก่ โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม การขยายธุรกิจปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในภูมิภาคอาเซียน แพลตฟอร์มที่มุ่งตอบสนองตลาดในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง และธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วภูมิภาคอาเซียน และการเติบโตของของธุรกิจ Cleanergy
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ธุรกิจเคมิคอลส์ในปัจจุบัน SCGC ยังคงเป็นผู้นำด้านธุรกิจไวนิลในอาเซียนที่มีการบูรณาการสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำรวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ประกอบด้วย ธุรกิจรีไซเคิล ธุรกิจบริการและโซลูชั่น และโครงการ LSP
ยอดนิยม
SCC งบไตรมาส 3/69 แกร่ง พลิกมีกำไรสุทธิ 2.38 พันลบ. หนุน 9 เดือนกำไรแตะ 20,143 ลบ.
SCC ปิดดีลส่ง SCGC ตั้งบริษัทร่วมทุน PTTGC ลุยธุรกิจปิโตฯ คาดธุรกรรมเสร็จครึ่งหลังปี 70
โรงกลั่นหนาว! รัฐปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โบรกฯ ชี้เป็นลบในระยะยาว