Talk of The Town

DELTA งบQ3 มีกำไร 7.75 พันลบ. หลังยอดขายแตะ 7.58 หมื่นลบ.โต 42% หนุนงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 2.2 หมื่นล้าน


28 ตุลาคม 2569

DELTA งบQ3 กำไร 7.75 พันลบ._S2T (เว็บ)_0.jpg

บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3/69 ว่า ยอดขายสินค้าและบริการในไตรมาสนี้อยู่ที่ 75,801 ล้านบาท รักษาการเติบโตในระดับสูงถึงร้อยละ 42.4 จากไตร มาสเดียวกันของปีที่แล้ว และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 16.3 

ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักในทุกสายธุรกิจ ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มพลังงานและระบบกำลังไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลที่ยังคง ขยายตัวแข็งแกร่งจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่อรองรับการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับโซลูชั่นระบบระบาย ความร้อนซึ่งทวีความสำคัญในสถาปัตยกรรมการประมวลผลสมรรถนะสูง

อีกทั้งโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี สารสนเทศ ระบบเครือข่าย และการประมวลผลที่ขอบเครือข่าย (Edge Computing) ล้วนเติบโตต่อเนื่องจากการแพร่หลาย ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นแรงส่งให้เกิดแนวโน้มการขายเชิงบวกในหลากหลายแอพพลิแคชั่นซึ่งเดลต้ามีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งกลุ่มระบบไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาคการแพทย์ ระบบการผลิตอัจฉริยะ และระบบ อัตโนมัติสำหรับอาคารสีเขียว

ขณะที่กลุ่มพลังงานยานยนต์ไฟฟ้าได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างจำกัดในไตรมาสนี้ ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วน (Component) ที่ย้ายฐานการผลิตมาที่นิคมเวลล์โกรว์ เดินหน้าได้ดีตามแผนงาน

ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบทยอยคลี่คลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป บริษัทฯ เร่งรัดการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมที่อาคาร โรงงานใหม่สองแห่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่สร้างเสร็จเมื่อไตรมาสที่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและการส่งมอบให้ลูกค้าไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นได้ดี 

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีคำสั่งซื้อที่รอการส่งมอบจำนวนมาก ซึ่งผันแปรตามสถานการณ์ ห่วงโซ่อุปทานที่ยังต้องเฝ้าบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางปัจจัยมหภาคที่ท้าทาย

สำหรับกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ มีจนวน 7,851 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรร้อยละ 10.4 ซึ่งลดลงจากร้อย ละ 14.1 ของงวดเดียวกันในปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายในกลุ่มสินค้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอุปสรรคด้านการขาดแคลนวัตถุดิบส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคาร โรงงาน พร้อมรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 503 ล้านบาท รายได้ค่าสิทธิ 378 ล้านบาท ร่วมกับรายได้ชดเชยการผิด สัญญาทางการค้าและรายได้อื่น ๆ 

รวมทั้งบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่ม 1,363 ล้านบาท ตามกฎการคำนวณ ภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two model rule) ที่ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 7,757 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 4.3 จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 10.2 และกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.62 บาท เทียบกับ 0.60 บาทต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน