Smart Investment

Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ 3.75–4.00% ตลาดจับตา “ดอกเบี้ยสูงนาน” กดหุ้น Growth–High P/E โบรกฯ เปิดกลุ่มรับมือ ชูแบงก์–ประกัน–พลังงาน–โรงพยาบาล


20 กันยายน 2569

Fed-ขึ้นดอกเบี้ย-0.25_-สู่-3.75–4.00__S2T-(เว็บ)_0.jpg

Mr.Data

โบรกเกอร์ประเมินผลประชุม Fed รอบล่าสุดยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยระยะสั้น หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณอาจขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อยังสูงและราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ตลาดต้องรับมือภาวะ “ดอกเบี้ยสูงนาน” ด้านหุ้น Growth และหุ้นที่ราคาสูงอาจถูกกดดัน ขณะที่แบงก์ ประกัน พลังงาน โรงพยาบาล และหุ้นที่มีกำไรชัดเจนถูกจับตาเป็นทางเลือก

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดัน หลัง Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วันที่ 15–16 ก.ย. 2569 โดย Fed มีมติเอกฉันท์ 12–0 เสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566

แม้การขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือ แนวโน้มดอกเบี้ยหลังจากนี้ โดยประมาณการล่าสุดสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยปลายปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 4.1% ซึ่งหมายความว่า Fed ยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ปี 2570 มีแนวโน้มทรงตัว ก่อนจะมีโอกาสปรับลดลงในปี 2571

ประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดยังต้องเผชิญภาวะ ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อ Fed ยังคงให้น้ำหนักกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% และยังไม่มีความมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายได้รวดเร็วเพียงใดBond Yield สูง กดดันหุ้นเติบโตและเงินทุนต่างชาติ

บล.กสิกรไทย (KS) มองว่า ผลประชุม Fed มีลักษณะเป็นลบต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติและระดับราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้น Growth และหุ้นที่มีค่า P/E สูง

ด้าน บล.ฟิลลิป มองว่า Bond Yield สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากทำให้ตราสารหนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น และเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่คาดหวังกระแสเงินสดในอนาคตสูง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับหุ้นทุกกลุ่มในทิศทางเดียวกัน โดยกลุ่มที่มีรายได้และกำไรค่อนข้างชัดเจน รวมถึงกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงหรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ยังมีปัจจัยรองรับ

TISCO มอง SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,570–1,660 จุด

บล.ทิสโก้ (TISCO) ประเมินว่า หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้ง CPI และ PPI เดือน ส.ค. ทำให้ตลาดปรับมุมมองต่อดอกเบี้ย โดยก่อนการประชุมมีการประเมินว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้และอีก 2 ครั้งในปีหน้า ขณะที่ราคาน้ำมันยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันในตลาด

สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น TISCO แนะนำให้นักลงทุนที่รับความผันผวนได้พิจารณาหุ้นรายตัวภายใต้กรอบ SET 1,570–1,660 จุด โดยมีแนวรับ 1,570–1,580 จุด และแนวต้าน 1,630 และ 1,660 จุด

เปิดกลุ่มหุ้นรับมือ “ดอกเบี้ยสูง–น้ำมันแพง”

TISCO มองว่าภาวะน้ำมันแพงและดอกเบี้ยสูงยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน โดยแบ่งหุ้นที่น่าจับตาออกเป็นหลายกลุ่ม

  1. พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์

 ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง ได้แก่ PTTEP, PTT, SPRC, TOP, IVL, PTTGC รวมถึงหุ้นอาหารและสินค้าเกษตรอย่าง CPF, TFG, GFPT, TVO และ SCGP, SCCC

  1. ธนาคารและประกัน

 เป็นกลุ่มที่มีปัจจัยรองรับจากแนวโน้มดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง โดยหุ้นที่ถูกจับตา ได้แก่ KBANK, KTB, TTB, BLA และ TLI

  1. AI–โครงสร้างพื้นฐาน–พลังงาน

 ยังมีแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนด้าน AI ได้แก่ HANA, AMATA, WHA, GULF, EGCO, ADVANC, TRUE และ STECON

  1. หุ้นที่คาดว่ากำไรเร่งตัว

 ได้แก่ BDMS, CBG, CPF และ TFG

  1. ท่องเที่ยวในประเทศ

 ได้แก่ ERW, CENTEL และ SHR

  1. หุ้นที่มีโอกาสได้รับแรงซื้อช่วงปิดไตรมาส

 TISCO มอง ADVANC, CK, CPN, MINT และ WHA เป็นหุ้นที่น่าจับตา

KSS ชูแบงก์–ประกัน–โรงพยาบาล รับมือความผันผวน

ขณะที่ บล.กรุงศรี (KSS) มองว่า หากตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ย หุ้นกลุ่ม Domestic และ Defensive ที่มีรายได้และกระแสเงินสดชัดเจนอาจได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ BDMS และ BCH

ในทางกลับกัน หาก Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องมากกว่าที่ตลาดคาด Bond Yield มีโอกาสอยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งจะกดดันหุ้นที่มีราคาสูงและอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น DELTA

สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง KSS และโบรกเกอร์หลายแห่งยังให้น้ำหนักไปที่ กลุ่มธนาคารและประกัน เช่น KBANK, KTB, TTB, BBL, KKP, TISCO, BLA และ TLI

นอกจากนี้ยังมีหุ้นกลุ่ม Defensive และ Value ที่ถูกจับตา ได้แก่ BDMS, BCH, BH, PTTEP, PTT, EGCO, SCCC, CPALL, CRC, HMPRO, CBG, CPF, TFG และ TVO

KS ชี้ระยะสั้น SET ยังถูกกดดันจาก Fund Flow

ด้าน KS ประเมินว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed รอบนี้ส่งผลเชิงลบต่อ SET ในระยะสั้น เนื่องจาก Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจกดดันกระแสเงินทุนต่างชาติและระดับราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้น Growth และหุ้นที่มีค่า P/E สูง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารอาจได้รับผลกระทบจำกัดกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง เนื่องจากสามารถได้รับประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง

ภาพรวมจากมุมมองของโบรกเกอร์สะท้อนว่า การลงทุนหลังการประชุม Fed ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงคำถามว่า “Fed ขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่” แต่ตลาดจะให้น้ำหนักกับระยะเวลาที่ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และ Bond Yield

ในระยะสั้น หุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและมีระดับราคาสูงอาจเผชิญแรงขายสลับ ขณะที่หุ้นที่มี กำไรชัดเจน กระแสเงินสดแข็งแรง และราคายังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับพื้นฐาน อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

Fed-ขึ้นดอกเบี้ย-0.25_-สู่-3.75–4.00__0.jpg