Smart Investment

ส่องพอร์ตกลุ่ม GULF ดอดตุน MINT เพิ่ม เป๋าตุง!รับสองเด้ง


19 กันยายน 2569

ส่องพอร์ตกลุ่ม-GULF_S2T-(เว็บ)_0.jpg

ในเดือนก.ย.ของทุกปี เริ่มเข้าสู่เทศกาลรับเงินปันผลระหว่างกาล จากผลการดำเนินงานในงวดครึ่งแรกของปี ซึ่งในปี 2569 เช่นกัน ซึ่งบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เริ่มขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อกำหนดสิทธิรายชื่อผู้ที่จะได้รับเงินปันผลในงวดดังกล่าว

สำหรับ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding company) ซึ่งการดำเนินธุรกิจหลัก ได้แก่ (1) ธุรกิจพลังงาน ประกอบด้วยธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจทรัพยากร (2) ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (3) ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ และ (4) การลงทุน

ที่ผ่านมา บริษัท กัลฟ์ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 ของ GULF ได้เข้าไปลงทุนถือหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย โครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลา และให้เช่าศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบันเทิงและธุรกิจจัดจำหน่าย

ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนส.ค. 2569 จะเห็นว่า สัดส่วนการลงทุนในหุ้น MINT เพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านดังนี้

06/05/2569   ถือหุ้น 39,334,400 หุ้น คิดเป็น 0.69%          

28/08/2569   ถือหุ้น 42,693,700 หุ้น คิดเป็น 0.75%

จากข้อมูลข้างต้นพบว่า ได้มีการทยอยเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเป็นช่วงเดียวกันกับการที่หุ้นMINT ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท ดังนั้นหากนำมาคำนวณกับเงินปันผลระหว่างกาลมีมูลค่าประมาณ 12,808,110 บาท

สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นMINT ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.83% ดังนั้นสะท้อนได้ว่า การลงทุนครั้งนี้จะได้รับทั้งเงินปันผลระหว่างกาล และราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย 

ขณะที่บล.ทิสโก้  แนะนำ “ซื้อ” หุ้น MINT  มูลค่าที่เหมาะสม 32.00 บาท เนื่องจาก ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ ปรับเป้าหมายระยะสั้นตามความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังคงมุมมองเชิงบวกในระยะกลาง : ผู้บริหารยังคงเป้าหมายสำคัญในระยะกลาง ได้แก่ การเติบโตของรายได้ในระดับ High Single Digit การเติบโตของกำไร 15-20% และ ROIC ที่ 12% เนื่องจากมองว่าผลกระทบจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและจำกัดอยู่ในระยะสั้น เป้าหมายอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นยังคงอยู่ที่ 0.75x-0.85x โดยฝ่ายบริหารคาดว่าจะดำเนินกลยุทธ์หมุนเวียนสินทรัพย์เพิ่มเติมตลอดทั้งปี (นอกเหนือจาก REIT) เพื่อลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจากระดับปัจจุบันที่ 1.10x ณ 2Q26

ต้นทุนยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ในระยะสั้น : MINT ระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านแรงงานจะเป็นต้นทุนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในปี 2026 โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระดับ Mid Single Digit YoY อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเชื่อว่าสามารถบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการกำหนดมาตรฐานกระบวนการทำงาน การปรับตารางกำลังคน และการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น สำหรับต้นทุนทางตรง ได้แก่ วัตถุดิบ โลจิสติกส์ และพลังงาน บริษัทสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในระดับ Low Single Digit YoY ขณะที่ค่าเช่าคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการเติบโตของยอดขาย

ความร่วมมือกับ PTTOR : MINT ตั้งเป้าขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมัน PTT ให้มีจำนวนมากกว่า 150 แห่งภายในปี 2030 โดยแบรนด์ที่เปิดดำเนินการในทำเลดังกล่าว ได้แก่ Steak & More, Dairy Queen, The Pizza Company และ Chico (แบรนด์ราเม็งใหม่ของ MINT) ในระยะยาว บริษัทคาดว่าสาขาในสถานีบริการน้ำมัน PTT จะคิดเป็น 2-3% ของเครือข่ายสาขาทั้งหมดของ MINT

MINT เข้าซื้อสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแบรนด์ Bonchon ทั่วโลก (ยกเว้นทวีปอเมริกา) : MINT ลงทุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.65 พันล้านบาท) เพื่อเข้าซื้อแบรนด์ Bonchon โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2026 ปัจจุบัน Bonchon มีสาขาประมาณ 350 แห่งทั่วโลก เงินลงทุนดังกล่าวจะมาจากงบ CAPEX เดิมภายใต้แผนการขยายธุรกิจปัจจุบันของ MINT

ฝ่ายบริหารคาดว่าดีลดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกำไรได้ทันที จากการประหยัดค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์และการรับรู้รายได้ค่าลิขสิทธิ์จากสาขานอกทวีปอเมริกา เราประเมินว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้อาจช่วยเพิ่มกำไรได้มากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ราว 7-8%

อัตรากำไรสุทธิมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในปี 2027: ผู้บริหารระบุว่าอัตรากำไรสุทธิมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงปี 2027-2028 จากปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) RevPAR ที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถส่งผ่านไปสู่การเติบโตของกำไรได้มากขึ้นจากอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้น (2) สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Asset-light ที่เพิ่มขึ้น และ (3) โครงการ Digital Transformation ที่ช่วยลดอัตราส่วนต้นทุนต่อยอดขายได้มากขึ้นในอนาคต

ส่องพอร์ตกลุ่ม-GULF_0.jpg