จับตา “Bond Yield” ส่งสัญญาณผิดปกติ กูรูเตือน! หากยีลด์พุ่งพร้อมหุ้นขึ้น แรงกระแทกตลาดอาจรออยู่ข้างหน้า

Mr.Data
แม้โบรกเกอร์หลายแห่งยังมองบวกต่อตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม จากแรงหนุนของเงินทุนต่างชาติ เศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารความเสี่ยงเตือนให้จับตา "Bond Yield" หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร หากปรับตัวขึ้นไปพร้อมกับดัชนีหุ้น อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ปกติ และสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
Bond Yield กับหุ้น ควรวิ่งสวนทางกัน
รศ.ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย อธิบายผ่านเฟซบุ๊กว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่ออัตราดอกเบี้ยหรือความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ราคาตราสารหนี้จะปรับลดลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น
โดยปกติ ราคาตราสารหนี้และราคาหุ้นมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เพราะทั้งสองต่างสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อฐานะการเงินและความสามารถในการสร้างกำไรของผู้ออกหลักทรัพย์
ดังนั้น เมื่อราคาตราสารหนี้ลดลง Bond Yield จะสูงขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นมักอ่อนตัวลง ส่งผลให้ **Bond Yield กับดัชนีหุ้นโดยรวมจึงควรเคลื่อนไหวสวนทางกัน
หากหุ้นขึ้นพร้อม Bond Yield พุ่ง ถือเป็นสัญญาณผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม หากพบว่าทั้ง Bond Yield และดัชนีหุ้นต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ถือเป็นภาวะที่ไม่ปกติ
รศ.ดร.นงนุช ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเกิดจากนักเก็งกำไรเข้ามาขับเคลื่อนตลาดหุ้นมากกว่านักลงทุนระยะยาว หรืออาจสะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้กำลังเผชิญภาวะอุปทานมากกว่าอุปสงค์
ยิ่งหากเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ Bond Yield ปรับขึ้นสูงต่อเนื่อง ช่องว่างที่ขยายตัวมากขึ้นอาจนำไปสู่แรงปรับฐานหรือการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Reversion to Normal) ที่รุนแรงในอนาคต
GBS มองหุ้นไทยยังมีโอกาสขึ้น กรอบ 1,600-1,650 จุด
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก (GBS) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยเดือนสิงหาคม 2569 ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยให้กรอบดัชนีที่ 1,600-1,650 จุด
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย หลังสหรัฐฯ ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านและมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง ธนาคารกลางสหรัฐฯ และยุโรปยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง
โดยเดือนกรกฎาคมซื้อสุทธิกว่า 4.5-4.87 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีทะลุ 7.3 หมื่นล้านบาท
การส่งออกเดือนมิถุนายนขยายตัวถึง 20.8% ได้แรงหนุนจากสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม GBS ย้ำว่ายังต้องติดตามความเสี่ยงจากแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบการค้าโลก
หุ้นเด่นที่ GBS แนะนำจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2569 ได้แก่ **CBG, STA, BBGI, PR9 และ TNP**
ทิสโก้ชี้ Fund Flow ยังเป็นพระเอก
บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยเช่นกัน โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยกำลังทยอยฟื้นตัว ขณะที่ผลประกอบการของหลายบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาด
อีกปัจจัยสำคัญคือกระแสเงินลงทุนทั่วโลกเริ่มหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี ไปยังหุ้นคุณค่า (Value Stocks) และหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะได้รับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น หุ้นที่คาดว่าจะได้รับแรงซื้อจากต่างชาติ ได้แก่ KBANK, KTB, GULF, PTT, CPN
ส่วนหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ได้แก่ CENTEL, COM7 ขณะที่ Top Picks เดือนสิงหาคม ของทิสโก้ ประกอบด้วย CENTEL, COM7, CPN, GULF, KBANK, KTB และ PTT
แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน แต่การเคลื่อนไหวของ Bond Yield กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด
หากในระยะต่อไป Bond Yield ยังคงปรับตัวสูงขึ้นควบคู่กับดัชนีหุ้น อาจสะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับราคาสินทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนที่รุนแรงได้เมื่อปัจจัยพื้นฐานกลับมาเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาด
ในช่วงที่ตลาดยังอยู่ในภาวะเชิงบวก นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลประกอบการเติบโต และบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนควบคู่กันไป มากกว่าการไล่ซื้อหุ้นตามแรงเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว