Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 03-08-2569 (Leverage ETF ระเบิดเวลาล้างพอร์ต!)

ถึงแม้ว่าในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ดัชนี KOSPI (Korea Composite Stock Price Index) ของเกาหลีใต้จะปิดที่ 6,595.45 จุด เพิ่มขึ้นถึง 1,001.89 จุด หรือ 17.91% จนดูเหมือนว่าจะเป็นข่าวดีของนักลงทุน แต่เชื่อหรือไม่ว่า บรรยากาศในหมู่นักลงทุนเกาหลีใต้กลับยิ้มไม่ออก เพราะตลอดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีรายงานว่านักลงทุนรายย่อยจำนวนมหาศาล ต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต บางคนถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวจากการลงทุนในหุ้นและกองทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ทุกคนยังเชื่อว่าตลาดหุ้นเกาหลีคือหนึ่งในตลาดที่ร้อนแรงที่สุดของโลก
คำถามก็คือ...เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเกาหลี และนักลงทุนไทยควรเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้แทบจะเรียกได้ว่าเป็น "ดาวเด่น" ของโลก ดัชนี KOSPI ฟื้นตัวอย่างร้อนแรง พุ่งขึ้นกว่า 280% จากจุดต่ำสุด ก่อนจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 9,114 จุดในเดือนมิถุนายน 2569 ปัจจัยสำคัญมาจากกระแส AI ที่ผลักดันความต้องการชิปหน่วยความจำความเร็วสูง ส่งผลให้ผลประกอบการของ Samsung Electronics และ SK Hynix เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ก็เดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนและออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่น จนเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ทุกครั้งที่ตลาดดูสวยงาม...หลายครั้ง "ความเสี่ยง" มักซ่อนอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังมั่นใจที่สุด
จุดแรกที่หลายคนมองข้าม คือการที่ดัชนี KOSPI เติบโตจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัว โดย Samsung Electronics และ SK Hynix มีน้ำหนักรวมกันมากถึง 56% ของดัชนี นั่นหมายความว่า หากหุ้นสองตัวนี้ขึ้น ดัชนีก็ขึ้น แต่เมื่อหุ้นทั้งสองเริ่มอ่อนแรง ตลาดทั้งประเทศก็พร้อมจะสะเทือนทันที พูดง่าย ๆ ก็คือ ดัชนีที่ทำจุดสูงสุด ไม่ได้แปลว่าหุ้นทั้งตลาดแข็งแกร่งเสมอไป เพราะบางครั้งตลาดอาจกำลังยืนอยู่บนขาของหุ้นเพียงสองหรือสามตัวเท่านั้น
บอกตรง ๆ ว่าเรื่องนี้ทำให้เจ๊จิ๋มอดนึกถึงหุ้น DELTA ของบ้านเราไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา หุ้นเพียงตัวเดียวก็เคยมีอิทธิพลต่อดัชนี SET อย่างชัดเจน จนหลายครั้งดัชนีดูเหมือนแข็งแรง ทั้งที่หุ้นส่วนใหญ่ของตลาดกลับไม่ได้ปรับขึ้นตาม
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือความเชื่อของนักลงทุนที่มองว่า "หุ้น AI ไม่มีวันลง"
เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่ารอบนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา หลายคนเลิกสนใจว่าราคาหุ้นแพงเกินพื้นฐานหรือไม่ เพราะเชื่อว่าธุรกิจ AI จะเติบโตไปอีกหลายปี แต่ประวัติศาสตร์ของตลาดทุนทั่วโลกสอนเรามาตลอดว่า ไม่มีหุ้นตัวไหน ไม่มีอุตสาหกรรมไหน และไม่มีเมกะเทรนด์ไหน ที่ราคาจะขึ้นได้ตลอดไป
สิ่งที่เปลี่ยนการปรับฐานธรรมดาให้กลายเป็นหายนะ กลับเป็นการเปิดตัว One Stock Leverage ETF ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนเป็น 2 เท่าของหุ้นรายตัวในแต่ละวัน เพราะทันทีที่ผลิตภัณฑ์นี้ออกสู่ตลาด นักลงทุนก็แห่เข้าไปลงทุน เพราะหวังเปลี่ยนกำไร 10% ให้กลายเป็น 20% จนเงินลงทุนไหลเข้าสินค้าประเภทนี้กว่า 3 แสนล้านบาท และมูลค่ากองทุนรวมพุ่งขึ้นแตะประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท
แต่สิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ คือ Leverage ETF ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการถือยาว เพราะมีกลไกที่เรียกว่า Daily Reset ซึ่งกองทุนต้องปรับพอร์ตทุกวันเพื่อรักษาระดับอัตราทด
วันที่หุ้นขึ้น กองทุนต้องซื้อเพิ่ม...แต่วันที่หุ้นลง ไม่ว่ากองทุนไหนก็จำเป็นต้องขายเพื่อลดความเสี่ยง!!!
ปัญหาก็คือ เมื่อกองทุนมีขนาดใหญ่มาก การขายของกองทุนกลับกลายเป็นแรงกดดันให้ราคาหุ้นร่วงลงหนักกว่าเดิม หุ้นยิ่งลง กองทุนก็ยิ่งขาย และเมื่อกองทุนขาย ราคาหุ้นก็ยิ่งลงอีก วงจรนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนการปรับฐานธรรมดากลายเป็นแรงขายแบบลูกโซ่
ผลที่ตามมาคือ หุ้น SK Hynix ร่วงลงกว่า 52% ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว ขณะที่ Leverage ETF บางกองทุนสูญเสียมูลค่าถึง 84%
เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะนักลงทุนจำนวนมากไม่ได้ใช้เงินสดลงทุน แต่เลือกกู้เงินผ่านบัญชีมาร์จิ้นเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อ ดังนั้นเมื่อราคาหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ระบบจึงส่ง Margin Call พร้อมกันกว่า 1.22 ล้านบัญชี และมีการบังคับขายปิดพอร์ตกว่า 320,000-360,000 บัญชี
หลายคนไม่ได้เสียเพียงกำไร...แต่เสียทั้งเงินต้น เงินเก็บทั้งชีวิต และบางรายยังต้องรับภาระหนี้สินต่อหลังพอร์ตถูกล้างจนหมด ความเสียหายรวมถูกประเมินไว้สูงถึงประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท
ท้ายที่สุด สิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกลับเป็นบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล เพราะแม้ Leverage ETF จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การกำกับดูแลกลับตามไม่ทัน ทั้งเรื่องการเปิดเผยความเสี่ยง การโฆษณา และการคัดกรองผู้ลงทุน
สุดท้าย ทางการเกาหลีใต้ต้องออกมาตรการฉุกเฉิน ทั้งระงับการออก Leverage ETF หุ้นรายตัวใหม่ ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์ เพิ่มเงินลงทุนขั้นต่ำ และกำหนดให้นักลงทุนรายใหม่ต้องผ่านการอบรมก่อนลงทุน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังต้องออกมาขอโทษประชาชนต่อการอนุมัติผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
สำหรับเจ๊จิ๋ม บทเรียนครั้งนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนไทยนั่งดูเฉย ๆ แต่ควรนำกลับมาทบทวนกับตลาดหุ้นไทย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองเพียงดัชนี เพราะดัชนีอาจถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นไม่กี่ตัว...อย่าหลงเชื่อว่าหุ้นในเมกะเทรนด์จะขึ้นตลอดไป เพราะต่อให้ธุรกิจดีเพียงใด ราคาหุ้นก็อาจวิ่งนำพื้นฐานไปไกลเกินความเป็นจริง และที่สำคัญ อย่าใช้เงินกู้ไล่ตามตลาด เพราะเมื่อความผันผวนกลับมา นักลงทุนอาจไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะขายหรือไม่ แต่ระบบจะเป็นคนตัดสินใจแทน
บทเรียนเกาหลีใต้ยังคงใช้เตือนสติได้เสมอ...เพราะการลงทุนไม่ใช่การแข่งว่าใครทำกำไรได้มากที่สุดในวันเดียว แต่คือการแข่งว่าใครจะรักษาเงินต้นและยืนระยะอยู่รอดได้ในทุกวัฏจักรตลาด และคนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่กล้าเสี่ยงที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไรควรบุก และเมื่อไรควรถอยหนึ่งก้าวเพื่อรักษาโอกาสในวันข้างหน้านั่นเองเจ้าค่ะ