จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : EURO ปั้น Luxury Lifestyle Ecosystem ดัน Cross-Selling หนุนยอดขาย รับเมกะเทรนด์การใช้ชีวิตระดับพรีเมียม


24 กรกฎาคม 2569

EURO ปั้น Luxury Lifestyle Ecosystem_S2T (เว็บ)_0.jpg

EURO เดินหน้ากลยุทธ์ Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions เชื่อมโยงสินค้าและบริการแบบครบวงจร เพิ่มโอกาสการขายต่อเนื่องและการขายข้ามหมวดสินค้า (Cross-Selling) พร้อมต่อยอดฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ หนุนเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโต 10-15%

แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และการชะลอตัวของบางประเทศ แต่ตลาดสินค้าลักชัวรียังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่แสดงความแข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWI) ซึ่งได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดผู้บริโภคทั่วไป  ขณะที่ผลการศึกษาของ Bain & Company ระบุว่า ตลาดสินค้าลักชัวรีทั่วโลกยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4-6% ต่อปี ในระยะยาว โดยได้รับแรงหนุนจากฐานผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและความต้องการสินค้าคุณภาพสูงที่ยังแข็งแกร่ง แม้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปสู่การแสวงหาประสบการณ์และคุณภาพชีวิตมากขึ้นก็ตาม

ประเทศไทยเองกำลังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย Knight Frank ประเมินว่าจำนวน Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWI) ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 26% ในช่วงปี 2569-2574 ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในเอเชีย ส่งผลให้ความต้องการบ้านระดับลักชัวรี ที่อยู่อาศัยแบบ Branded Residence และการใช้ชีวิตที่เน้นสุขภาพ (Wellness Living) ขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านไลฟ์สไตล์และความมั่งคั่งแห่งใหม่ของภูมิภาค

อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนโฉมตลาดคือ ผู้บริโภคระดับบนไม่ได้มองหาสินค้าเพียงชิ้นเดียว แต่ต้องการ "ประสบการณ์การใช้ชีวิต" ที่สะท้อนรสนิยม ความสะดวกสบาย และคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การออกแบบบ้าน ระบบแสงและเสียง สมาร์ทโฮม พื้นที่ออกกำลังกาย ไปจนถึงห้องนอนที่ช่วยยกระดับคุณภาพการพักผ่อน ทำให้แนวคิด Luxury Lifestyle และ Wellness Living กลายเป็นเมกะเทรนด์ใหม่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์และของตกแต่งบ้านระดับพรีเมียม

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บมจ.ยูโร ครีเอชั่นส์  (EURO) ได้ปรับกลยุทธ์จากผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรี ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการ Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions โดยมุ่งสร้าง Luxury Lifestyle Ecosystem ที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการใช้ชีวิตระดับพรีเมียมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นในตลาด

หัวใจของกลยุทธ์นี้คือการเพิ่มโอกาสการขายต่อเนื่องและการขายข้ามหมวดสินค้า (Cross-Selling) เพราะลูกค้ากลุ่มลักชัวรีไม่ได้เข้ามาเลือกซื้อเพียงโซฟาหรือโต๊ะอาหาร แต่กำลังมองหาการออกแบบบ้านทั้งหลังให้สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ระบบเสียง ห้องฟิตเนส เครื่องนอน ไปจนถึงของตกแต่งระดับพรีเมียม ส่งผลให้ลูกค้าหนึ่งรายสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้หลายครั้งตลอดวงจรการตกแต่งและการอยู่อาศัย

ขณะที่จุดแข็งของ EURO คือการมีพอร์ตแบรนด์ระดับโลกที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Molteni&C, Poltrona Frau, B&B Italia และ Maxalto ในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรี, Bang & Olufsen ด้านระบบเสียงและสมาร์ทโฮม, Technogym ผู้นำด้านอุปกรณ์ฟิตเนสระดับโลก, Vispring เครื่องนอนระดับอัลตร้าลักชัวรี และ Frette แบรนด์ผ้าปูที่นอนและลินินชั้นนำของโลก ทำให้บริษัทสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่เชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การมีพอร์ตสินค้าที่หลากหลายยังช่วยเพิ่ม Customer Lifetime Value หรือมูลค่ารายได้ตลอดอายุของลูกค้า เพราะเมื่อเจ้าของบ้านเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์จาก EURO แล้ว ก็มีแนวโน้มเลือกใช้สินค้าในหมวดอื่นเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นระบบเสียง อุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องนอน หรือของตกแต่งบ้าน ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อหนึ่งลูกค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ลดลง ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างความได้เปรียบในระยะยาว

นอกจากนั้น โมเดล One-Stop Service ยังทำให้ EURO เข้าไปมีบทบาทตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของโครงการ ผ่านความร่วมมือกับสถาปนิก นักออกแบบตกแต่งภายใน และผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี ก่อนจะต่อยอดสู่การนำเสนอสินค้าและบริการเพิ่มเติมในทุกช่วงของการตกแต่งบ้าน ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว และเปิดโอกาสเข้าถึงฐานลูกค้ารายใหม่ผ่านเครือข่ายพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง

นายเควิน กัมบีร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EURO เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) มูลค่า 1,495 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงต่อไป พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10-15% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าในตลาดลักชัวรี ความแข็งแกร่งของโมเดล One-Stop Service และกลยุทธ์ Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายต่อเนื่องและการขายข้ามหมวดสินค้า

ดังนั้นจุดแข็งของ EURO ไม่ได้เป็นเพียงเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ระดับโลก แต่คือการสร้างระบบนิเวศของการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีที่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหนึ่งลูกค้า สร้างความภักดีต่อแบรนด์ และลดความผันผวนของรายได้จากการพึ่งพาการขายสินค้าเพียงประเภทเดียว ประกอบกับฐานลูกค้าระดับบนที่ยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่ง และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งในประเทศไทย ทำให้บริษัทมีโอกาสต่อยอดการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังเผชิญความท้าทาย

เมื่อผสานจุดแข็งของแบรนด์ระดับโลก กลยุทธ์ Luxury Lifestyle Ecosystem โมเดล One-Stop Service การสร้างยอดขายผ่าน Cross-Selling และฐานงานในมือที่แข็งแกร่ง ทำให้ EURO อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมเก็บเกี่ยวโอกาสจากเมกะเทรนด์การใช้ชีวิตระดับพรีเมียม และมีศักยภาพผลักดันการเติบโตของรายได้และผลกำไรได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางตลาดลักชัวรีที่ยังคงขยายตัวเหนือกว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ