Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 13-07-2569 (วันนี้เตรียมรับแรงกระแทก!)

เฮ้อ!!! ไม่จบ ไม่สิ้น ซะที!!! ยอมรับซะเถอะค่ะ!!! พวกเราเหล่านักลงทุนทั้งโลก ยังต้องวิ่งตามกรแสที่เกิดขึ้น (แม้ว่าจะมีการโจมตีกันไป-มา ครั้งแล้ว ครั้งเล่า) สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงสุดสัปดาห์ (11–12 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา ถือว่าทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเข้าขั้นวิกฤต ซึ่งจะส่งแรงกระแทกต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันนี้มี 3 จุดที่เจ๊สรุปให้เห็นภาพชัดๆ คือ 1.ประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา 2. ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้ 3.กลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือ
1. ความรุนแรงของสถานการณ์ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ยกระดับขึ้นสู่จุดเดือดอีกครั้ง หลังจากข้อตกลงหยุดยิง (MOU) เมื่อเดือนมิถุนายนล้มเหลว โดยมีเหตุการณ์สำคัญในระดับสากลเกิดขึ้น คือ
-อิหร่านประกาศ "ปิดช่องแคบฮอร์มุช” กองทัพเรืออิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการและไม่มีกำหนด จนกว่าสหรัฐฯ จะยุติการแทรกแซง พร้อมส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าและฐานทัพพันธมิตรในภูมิภาค (เช่น โอมาน กาตาร์ จอร์แดน)
-สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มระลอก 3 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ตอบโต้ด้วยการปูพรมโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านมากกว่า 300 จุดในช่วง 3 คืนที่ผ่านมา
-กระทบเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ราว 20% (1 ใน 5) ของโลก การปิดช่องแคบส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และสินค้าโภคภัณฑ์ดีดตัวขึ้นทันที และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะชะงักงันของอุปทาน (Supply Shock) ระยะยาว
2. ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้ (วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569)
มีการประเมินว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้จะอยู่ในระดับ "ปานกลางค่อนไปทางสูง" โดยดัชนี SET มีแนวโน้มเปิดตลาดในแดนลบตามจิตวิทยาเชิงลบ (Panic Sell) ของตลาดหุ้นทั่วโลก แ
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ
-กลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ (AAV, BA, THAI, ขนส่งทางเรือ) ได้รับผลกระทบ 2 เด้งจากต้นมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงในการเดินเรือ/บินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง
-กลุ่มค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ต้นทุนค่าขนส่ง และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไร ประกอบกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อระลอกใหม่ที่อาจทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป
-หุ้น Big Cap ที่อิงกับกระแสเงินทุนต่างชาติ นักลงทุนต่างชาติมักลดสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ แล้วย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก
-กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น (PTTEP, TOP, SPRC) ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความกังวลด้านอุปทาน ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่และมักจะช่วย "พยุง" ดัชนี SET ไม่ให้ดิ่งลึกจนเกินไป
-กลุ่มโรงพยาบาลและสาธารณูปโภคพื้นฐาน (BDMS, BH, ADVANC) เป็นหุ้นหลบภัย ที่รายได้ไม่ผันผวนตามภาวะสงคราม
-ทองคำและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลัก
3. กลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือ มีการสะกิดผ่านเจ๊มาว่า!!! "อย่าตื่นตระหนกขายตามน้ำในช่วงเปิดตลาดทันที" เนื่องจากหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานคอยช่วยพยุง ดัชนีอาจไม่ได้ทรุดหนักเท่าตลาดหุ้นที่ไม่มีหุ้นน้ำมัน โดยมีคำแนะนำจากบรรดากูรู
1. เพิ่มสัดส่วนเงินสด : หากพอร์ตการลงทุนมีหุ้นเทคโนโลยี ค้าปลีก หรือโลจิสติกส์อยู่หนาแน่น แนะนำให้หาจังหวะรีบาวด์เพื่อลดสัดส่วนและถือเงินสดเพิ่มขึ้น (แนะนำถือเงินสดอย่างน้อย 20–30% ของพอร์ต) เพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์
2. กลยุทธ์ "Selective Buy" ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เน้นเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นน้ำมันต้นน้ำอย่าง PTTEP หรือกองทุนทองคำ แต่อย่าไล่ราคาจนเกินไปเนื่องจากราคาน้ำมันมีความผันผวนตามข่าวยุทธศาสตร์ทหารและโอกาสการเจรจาทางการทูตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
3. ตั้งรับที่แนวรับสำคัญ หากดัชนี SET ย่อตัวลงมาแรงตามแรงเทขายของภูมิภาค ให้มองเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งที่ได้รับผลกระทบจากสงครามน้อย เช่น หุ้นกลุ่มการแพทย์ หุ้นโรงไฟฟ้า หรือหุ้นที่จ่ายปันผลสูง
4. ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและพันธบัตร ต้องจับตาดูอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) หากดีดตัวสูงขึ้น แปลว่าตลาดเริ่มกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในระยะกลาง
เอาใจช่วยค่ะ สู้เว๊ยยยยย!!!!