รายงานพิเศษ : PREB พร้อมรับคลื่นลงทุนรอบใหม่ ชูจุดแข็งบริหารต้นทุน-ส่งมอบงานคุณภาพ Backlog สูง หนุนผลงานโตอย่างมีเสถียรภาพ

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง PREB เดินหน้าขยายฐานลูกค้า พร้อมยกระดับประสิทธิภาพทุกกระบวนการ เพื่อรักษาความสามารถทำกำไรและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น
อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างของไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังการลงทุนภาครัฐเริ่มกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง ทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค และการพัฒนาเมือง ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เริ่มทยอยลงทุนโครงการใหม่ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้บรรยากาศการรับงานก่อสร้างในปี 2569 มีแนวโน้มคึกคักกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรม บมจ.พรีบิลท์ (PREB) ถือเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างที่อยู่ในตำแหน่งพร้อมเก็บเกี่ยวโอกาส จากจุดแข็งด้านประสบการณ์ คุณภาพงานก่อสร้าง การบริหารต้นทุน และการส่งมอบงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและเจ้าของโครงการมาอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริหาร PREB “วิโรจน์ เจริญตรา” CEO ประเมินว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2 และครึ่งหลังของปี 2569 จะได้รับแรงสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) ที่มีมูลค่ามากกว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ส่งผลให้บริษัทมีความชัดเจนด้านรายได้ล่วงหน้า และช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่พึ่งพาการรับงานใหม่เป็นหลัก
Backlog ระดับดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของ PREB และเป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนเป้าหมายการเติบโตรายได้ปี 2569 ที่ประมาณ 10% พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าบริษัทมีงานรองรับอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากฐานรายได้ที่แข็งแกร่งแล้ว PREB ยังเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านการเข้าประมูลงานใหม่ในทุกกลุ่ม ทั้งโครงการภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเพิ่มมูลค่างานในมือและต่อยอดการเติบโตในอนาคต โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการบริหารโครงการและการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่บริษัทสั่งสมมายาวนาน
อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจับตาคือ การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในช่วงที่ต้นทุนวัสดุและแรงงานยังมีความผันผวน PREB ให้ความสำคัญกับการวางแผนต้นทุนอย่างรอบคอบ การบริหารจัดซื้อ และการควบคุมการดำเนินงานในทุกขั้นตอน เพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 บริษัทได้ปรับเงื่อนไขราคาและสัญญาว่าจ้างใหม่ให้สอดคล้องกับภาวะตลาด รวมถึงคัดเลือกประเภทโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสม ส่งผลให้งานที่รับเข้ามาใหม่มีอัตรากำไรที่ดีขึ้น และช่วยให้กำไรขั้นต้นของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติ
กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงวินัยในการรับงานของ PREB ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณงานเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของรายได้และผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน PREB ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารโครงการ ตั้งแต่การวางแผนก่อสร้าง การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงการส่งมอบงานให้เป็นไปตามกำหนดเวลา การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุนแฝง ลดความเสี่ยงจากความล่าช้า และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการได้รับงานใหม่อย่างต่อเนื่อง
คุณภาพงานก่อสร้างที่ได้มาตรฐานยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ PREB ในฐานะผู้รับเหมาที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาภาพรวมอุตสาหกรรม จะเห็นว่าการฟื้นตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และ PREB ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในตำแหน่งได้เปรียบ ด้วยฐานงานในมือที่แข็งแกร่ง การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งมอบงานที่มีคุณภาพ และกลยุทธ์การรับงานที่มุ่งเน้นผลตอบแทนมากกว่าปริมาณ
ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2 และครึ่งหลังของปี 2569 เท่านั้น แต่ยังวางรากฐานให้ PREB เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ท่ามกลางการกลับมาของวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย