Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 24-06-2569 (เทรดสนั่น 1.14 แสนล้าน! แต่ SET ดิ่งหนัก กูรูคาดว่าจะลงแค่ 2-3 วัน!)

เมื่อวานนี้มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย 114,176.66 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับแสนล้านที่หาได้ยากมากในสภาวะตลาดช่วงที่ผ่านมา โดยสูงสุดในรอบเกือบปี จากปกติแล้วมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ราวๆ 40,000 – 60,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น (เทียบกับช่วงที่วอลุ่มแน่นๆ ก่อนหน้านี้ เช่น กลางเดือนมิถุนายนที่ขึ้นมาแตะเกือบแสนล้าน)
ปัจจัยหนุนวอลุ่ม ส่วนหนึ่งที่ทำให้มูลค่าการซื้อขายสูงผิดปกติในวันนี้ เกิดจากรายการซื้อขายบิ๊กล็อต (Big Lot) ของหุ้น GULF ที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 25,686 ล้านบาท ประกอบกับแรง Panic Sell และการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ของนักลงทุนต่างชาติ
ส่วนสาเหตุที่ SET Index ปรับตัวลดลงแรงถึง 33.23 จุด (-2.11%) ปิดที่ระดับ 1,540.90 จุด โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 4 เรื่องใหญ่ๆ คือ
1. แรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก (Tech Sell-off)
ตลาดหุ้นไทยได้รับจิตวิทยาเชิงลบต่อมาจาก**ดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq)** ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับ**ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ร่วงหนักกว่า 5-6%** และญี่ปุ่น (Nikkei) ดิ่งลงกว่า 2.6% เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่พุ่งขึ้นไปสูงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่าง **DELTA** รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนฯ โดนแรงขายตามไปด้วย
2. ปัจจัยเฉพาะของหุ้นใหญ่อย่าง DELTA และ GULF
-DELTA:** เผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับเกณฑ์การจำกัดน้ำหนักหุ้น (**Cap Weight**) ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้
-GULF:** มีประเด็นที่ Singtel (ผู้ถือหุ้นใหญ่) ประกาศขายหุ้นบิ๊กล็อต (Big Lot) ออกมาในราคาต่ำกว่าตลาด แม้จะมีแรงรับซื้อคืนพยุงไว้ แต่ก็ทำให้บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมมีความผันผวน
3. ราคาน้ำมันดิบโลกชะลอตัว กดดันกลุ่มพลังงาน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่สหรัฐฯ ออกใบอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันในตลาดโลกได้ชั่วคราวเพื่อเดินหน้าเจรจาสันติภาพ การที่ราคาน้ำมันลดลงจึงกลายเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากดดันหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีของไทย (เช่น **PTT**, **SCC**)
4. บอนด์ยีลด์สูง เงินดอลลาร์แข็งค่า และเงินบาทอ่อนตัว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง และดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น กดดันให้**เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์** (อ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 เดือน) ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) มีแนวโน้มไหลออก และกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ให้ปรับตัวลดลงด้วยเช่นกันครับ
แต่จะบอกว่า..ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปนักจากที่เจ๊ได้สอบถามไปยังกูรูหลายๆ ท่าน ส่วนใหญ่มองมาทางเดียวกันว่า SET INDEX น่าจะลงไม่ลึกนัก อย่างมากน่าจะแค่ 2-3 วันเท่านั้น..ดีไม่ดี วันนี้อาจจะรีบาวน์! เลยก้อได้!
(***ดอกจันเอาไว้ว่า..มีเรื่องที่ต้องรอติดตามคือผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงบ่ายของวันนี้นะจ๊ะ)
สำหรับสถานการณ์ของหุ้นบิ๊กแคปทั้งสองตัว นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองข้ามช็อตปัจจัยลบชั่วคราว และให้มุมมองเชิงกลยุทธ์รวมถึงคำแนะนำไว้ดังนี้ครับ
และจากการเจาะขอคำตอบแบบเฉพาะเจาะจงของหุ้นทั้งสองตัวนี้ได้รับคำตอบว่า ในส่วนของ DELTA มีผลกระทบระยะสั้น (กลไกราคา)จากเกณฑ์ **Capped Weight 10%** ส่งผลให้กองทุนประเภท Passive Fund หรือ ETF ที่ลงทุนอิงตามดัชนี (เช่น SET50) จำเป็นต้องเทขายหุ้น DELTA ออกมาเพื่อปรับสัดส่วนไม่ให้เกินเพดานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด โดยโบรกเกอร์คาดการณ์ว่ามีเม็ดเงินที่ต้องไหลออกจาก DELTA ราว 1,400 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาหุ้นช่วงนี้ถูกกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนผลลกระทบระยะกลาง-ยาว กูรูหุ้นมองว่าหลังจากพ้นสัปดาห์นี้ไป แรงกดดันจากการ Rebalance พอร์ตจะสิ้นสุดลง (จบสิ้นกลไกเชิงเทคนิค) และตลาดจะกลับมาโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งกำไรในไตรมาส 2 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามกระแส AI และ Data Center
ส่วน 2. GULF ประเมินว่าเป็นปัจจัยลบแค่เชิง Sentiment ระยะสั้น จากการที่ Singtel ขายบิ๊กล็อต 416 ล้านหุ้น (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท) ในราคา Discount ต่ำกว่ากระดานประมาณ 2-4% (ช่วงราคา 58.80–60.00 บาท) เป็นเพียงการปรับพอร์ตสินทรัพย์ของ Singtel เอง (กลยุทธ์ Singtel28 ที่ขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักหรือ Non-core เพื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจหลัก) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานหรือผลประกอบการของ GULF
มุมบวกในระยะยาว สำหรับการขายครั้งนี้ทำให้หุ้น GULF มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) เพิ่มขึ้น ซึ่งในอนาคตจะเป็นผลดีต่อการเพิ่มน้ำหนักในดัชนีระดับสากลอย่าง MSCI และ FTSE รวมถึงมีเงื่อนไข Lock-up ซ้ำว่าจะไม่มีการขายเพิ่มอีกในเวลา 90 วัน
และอีกเรื่องที่ต้องเกาะติดไว้เช่นกันคือ ใกล้ช่วงปิดงวดบัญชีไตรมาส 2 ซึ่งในช่วงปลายเดือนมิถุนายนแบบนี้มักเป็นจังหวะที่นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนเริ่มขยับพอร์ตกันคึกคัก เพื่อจัดองค์ประกอบการลงทุนให้ดูเหมาะสมก่อนรายงานมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ออกสู่สายตาผู้ถือหน่วยลงทุน หรือที่นักลงทุนเรียกกันติดปากว่า “Window Dressing”
แม้ในเชิงสถิติ Window Dressing ไตรมาส 2 มักไม่ร้อนแรงเท่าไตรมาส 1 หรือไตรมาส 4 แต่รอบนี้มี “ตัวแปรเพิ่ม” ที่ทำให้ภาพอาจแตกต่างออกไปจากอดีตพอสมควร ขอแจกประเด็น ๆ แบบนี้
ประเด็นแรกมาจากแรงกดดันของตลาดในช่วง 1–2 เดือนก่อนหน้า ที่ดัชนีถูกขายลงจากปัจจัยภายนอก ทำให้หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับพื้นฐาน สอดคล้องกับมุมมองของหลายกูรู ที่เริ่มให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม “laggard แต่พื้นฐานดี” มากขึ้น ซึ่งเจ๊จิ๋มมองว่านี่แหละคือวัตถุดิบชั้นดีของรอบ Window Dressing
ประเด็นที่สองคือแรงหนุนจากการปรับรายชื่อดัชนี SET50 และ SETHD สำหรับครึ่งปีหลัง ซึ่งทำให้กองทุนประเภท Passive Fund และ Index Fund ต้องปรับน้ำหนักพอร์ตตามเกณฑ์ใหม่โดยอัตโนมัติ กลายเป็นแรงซื้อ–ขายเชิงกลไกที่เข้ามาเสริมภาพ Window Dressing ให้มีน้ำหนักมากขึ้นกว่าปกติ
เมื่อรวมสองปัจจัยนี้เข้าด้วยกัน เจ๊จิ๋มจึงมองว่าเม็ดเงินรอบนี้จะไม่ได้วิ่งแบบกระจายทั้งตลาด แต่จะ “เลือกข้าง” ชัดเจนไปที่หุ้นใหญ่ที่ยัง laggard และมีสถานะเป็น core holding ของสถาบัน
ฝั่งหุ้นที่มีโอกาสได้รับอานิสงส์เชิงบวก เริ่มจากกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL และ CPAXT ที่ยังถูกมองเป็นแกนหลักของพอร์ตกองทุน สะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ และยังเป็นหุ้นที่สถาบันถืออยู่ในสัดส่วนสูงอยู่แล้ว
ถัดมาคือกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS และ BCH ที่ยังถูกจัดอยู่ในโซน Defensive มีความเสถียรของกำไร และราคายังไม่ร้อนแรงเกินไป ทำให้มีโอกาสถูกหยิบกลับมาพยุงพอร์ตช่วงปิดงวด
ส่วนหุ้นอย่าง HMPRO และ BJC แม้พื้นฐานยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคายัง lag ตลาด จึงมีโอกาสถูกใช้เป็นตัวช่วยจัดหน้าพอร์ตเพื่อให้ NAV ดูสมดุลมากขึ้นในช่วงสิ้นไตรมาส
ขณะที่ AP และ MTC หลังปรับฐานลงมาค่อนข้างลึก ทำให้ valuation กลับมาน่าสนใจ และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเริ่มโดดเด่นขึ้นอีกครั้ง ส่วนหุ้นอย่าง MRDIY และ TOA ก็มีแรงหนุนเฉพาะตัวจากการคาดหวังการเข้าคำนวณในดัชนี SET50 และ SETHD งวดครึ่งปีหลัง ซึ่งจะดึงเม็ดเงินจากกองทุนที่อิงดัชนีเข้ามาเสริมแรงพยุงราคาในระยะสั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อมีฝั่งได้ประโยชน์ ก็ย่อมมีฝั่งที่ต้องเผชิญแรงรีบาลานซ์เช่นกัน
โดยตัวที่ถูกจับตามากที่สุดคือ DELTA หลังถูกจำกัดน้ำหนักในดัชนีไม่เกิน 10% จากเดิมราว 13% ทำให้กองทุนขนาดใหญ่ต้องทยอยลดสัดส่วนการถือครอง ซึ่งฝ่ายวิจัยหลายสำนักประเมินว่าอาจมีแรงขายชั่วคราวราว 1,400 ล้านบาท ซึ่งแค่เพียง DELTA ตัวเดียวก็มีผลกดดันดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ลงไปประมาณ 16 จุด ซึ่งเจ๊จิ๋มมองว่า นี่คือหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ดัชนีปรับตัวลงแรง
นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์บางตัวก็ยังต้องระวังแรงกดดันเพิ่มเติม หากผลประกอบการไตรมาส 2 สะท้อนภาพราคาน้ำมันและ commodity ที่ชะลอตัว ทำให้กองทุนมีแนวโน้มโยกเงิน (switching) ไปยังกลุ่มที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตชัดเจนกว่าในครึ่งปีหลัง