หุ้นไทยวิ่งแรง! โบรกฯเริ่มเบรกเกม เมย์แบงก์หั่นเป้าเหลือ “เท่าตลาด” TISA-เงินนอกหนุน ลุ้น SET แตะ 1,700 จุด
Mr.Data
ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังหลายสำนักวิจัยเริ่มส่งสัญญาณแตกต่างกัน เมย์แบงก์ลดน้ำหนักการลงทุนสู่ระดับ “เท่าตลาด” เหตุดัชนีปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมาก ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนเริ่มชะลอ แนะขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นแรงแล้วหมุนเข้าสู่กลุ่มท่องเที่ยว โรงพยาบาล และการเงิน ด้านโบรกเกอร์อีกหลายค่ายยังมองบวก รับแรงหนุนจากมาตรการ TISA และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง หนุนเป้าดัชนีมีลุ้นทะลุ 1,700 จุด หากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย
ตลาดหุ้นไทยเริ่มเผชิญมุมมองที่หลากหลายจากนักวิเคราะห์ หลังดัชนี SET ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ตัดสินใจปรับลดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยลงสู่ระดับ "เท่าตลาด" จากเดิมที่ให้น้ำหนักเชิงบวก พร้อมกำหนดเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,550 จุด
ฝ่ายวิจัยเมย์แบงก์ระบุว่า แม้ตลาดจะได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติและความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ได้ตอบรับข่าวดีไปมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในอัตราจำกัด โดยคาดว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวเพียง 2.1% ก่อนเพิ่มเป็น 2.7% ในปี 2570
นอกจากนี้ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มชะลอตัว โดยคาดว่าจะเติบโตเพียง 6% ในปี 2570 ลดลงจาก 11% ในปี 2569 สะท้อนแรงกดดันจากภาคส่งออกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน และข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐในระยะยาว
เมย์แบงก์ยังมองว่า ผลประกอบการตลาดในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งอาศัยประโยชน์จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาพลังงานอาจอ่อนตัวลงและส่งผลให้ประมาณการกำไรของตลาดถูกปรับลดได้
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุนทยอยล็อกกำไรในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงแล้ว อาทิ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคม ก่อนหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีโอกาสฟื้นตัวจากการกลับสู่ภาวะปกติของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ AOT, BA, ERW, BH, CHG, TIDLOR และ GPSC
อย่างไรก็ตาม มุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยยังคงมีอยู่ในอีกหลายสำนักวิจัย โดยบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินว่า มาตรการ "บัญชีออมและลงทุนเพื่ออนาคต" หรือ TISA ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อตลาดทุนไทยในระยะยาว
หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง คาดว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้ประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมช่วยเพิ่มสภาพคล่องและขยายฐานนักลงทุนภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์หลายแห่ง ประเมินว่า ทุกเม็ดเงินลงทุนใหม่ 10,000 ล้านบาท อาจช่วยผลักดันดัชนี SET เพิ่มขึ้นได้ราว 25-30 จุด ส่งผลให้ TISA ถูกมองว่าเป็นกลไกใหม่ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยในระยะยาว
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่า แม้ดัชนี SET จะปรับขึ้นแรงในปีนี้ แต่หากหักผลกระทบจากหุ้น DELTA ออกไป ตลาดโดยรวมยังไม่ได้มีมูลค่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยในกรณีฐาน หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านคลี่คลาย ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นต่อสู่ระดับ 1,650 จุด
ส่วนในกรณีเชิงบวก หากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ดัชนีอาจทะลุ 1,700 จุด และมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ 1,770 จุดได้ในระยะถัดไป
สอดคล้องกับมุมมองของ บล.ทีทีบี เวลธ์ ที่เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในรอบใหม่ หลังมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาสแรกปี 2569 พุ่งแตะเกือบ 1 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล และคลาวด์เซอร์วิส
หุ้นที่ถูกคัดเลือกจากธีมการลงทุนดังกล่าว ได้แก่ PIN, CHG, KTB, KBANK, CPN, OSP, KCG, HMPRO, KTC, ADVANC, TRUE และ THANI ซึ่งถูกมองว่ายังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
ภาพรวมจึงสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง "เลือกหุ้นมากกว่าเลือกตลาด" หลังดัชนีปรับขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนใหม่อย่าง TISA กระแส FDI และการคลี่คลายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จะเป็นตัวแปรสำคัญกำหนดทิศทางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีนี้