เปิดรายชื่อ 3 กลุ่มเสี่ยง เจอผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น โบรกฯ แนะลงทุนอย่างระมัดระวัง

โบรกฯ คาดเริ่มเห็นสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้น หลัง Dot Plot อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ พร้อมชี้ P/E หุ้นไทยอาจถูกลดทอนลง หลังบอนด์ยีลด์ขยับขึ้น บจ.ไทยเจอต้นทุนการเงินสูงขึ้น เปิดรายชื่อ 3 กลุ่มเสี่ยง อสังหาริมทรัพย์-ไฟแนนซ์-ภาระหนี้ เจอผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น เตือนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า ล่าสุดคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ตามคาด แต่ Dot Plot ส่งสัญญาณ Hawkish บ่งชี้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้
พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ Core PCE ปีนี้เป็น 3.3% (เดิม 2.7%) และปรับลด GDP Growth สหรัฐปีนี้เป็น 2.2% (เดิม 2.4%) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั้งทั่วโลกและของไทยขยับตัวสูงขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนทิศทางดอกเบี้ยดังกล่าว ซึ่งภาวะนี้จะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินในตลาดแรก (Primary Market) ในระยะสั้น พร้อมทั้งจำกัดโอกาสในการปรับขึ้น (Upside) ของสินทรัพย์เสี่ยงและสร้างความผันผวนต่อทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow)
ดังนั้น ประเมินว่าการส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อแรงกดดันด้าน Valuation ของตลาด โดย Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Yield Gap) แคบลง ซึ่งจะบีบให้ระดับ P/E ที่เหมาะสมของ SET ถูกลดทอนลง (Valuation De-rating)
รวมไปถึงภาระ Financial Cost ของ บจ. สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้สินสูงจะมีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเมื่อต้องรีไฟแนนซ์หรือกู้ยืมวงเงินใหม่จากสถาบันการเงิน และเกิด Sector Rotation โดยเม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มไหลออกจากกลุ่มที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ย เพื่อเข้าไปพักในกลุ่มเชิงรับที่บริหารความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดได้ดีกว่า
ทั้งนี้นักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ผลบวกโดยตรงจากทิศทางดอกเบี้ยและ Bond Yield ปรับขึ้น กลยุทธ์ลงทุนมองเป็น “โอกาสทยอยเข้าซื้อสะสม” สำหรับกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK) ซึ่งได้ประโยชน์จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่กว้างขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ที่เร็วกว่าเงินฝาก และมีข้อได้เปรียบจากสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ที่สูง และกลุ่มประกันชีวิต (BLA, TLI) ซึ่งได้ประโยชน์จาก Bond Yield ขาขึ้นช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของสินทรัพย์ลงทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์
ขณะที่แนะนำ “เพิ่มความระมัดระวังการลงทุน” สำหรับหุ้นที่ได้รับผลกระทบลบทางตรงจากดอกเบี้ยขาขึ้น ได้แก่ 1) กลุ่มอสังหาฯ (LPN, PSH, QH, LH, SPALI) ซึ่งเผชิญแรงกดดันแบบ Double Squeeze ทั้งฝั่งผู้ประกอบการ (ต้นทุนโครงการสูงขึ้น) และฝั่งผู้บริโภค (ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาปฏิเสธสินเชื่อ หรือ Rejection Rate สูง)
รวมไปถึงกลุ่มไฟแนนซ์ (SAWAD, MTC, TIDLOR) ซึ่งต้นทุนเงินทุนจะสูงขึ้นเร็ว แต่การส่งผ่านต้นทุนไปยังดอกเบี้ยเงินกู้ทำได้จำกัด อีกทั้งยังมีเพดานดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่งผลให้ NIM แคบลง และกลุ่มที่มีภาระหนี้สินสูง (AAV, BEM, BGRIM, MINT, CPF, IVL, BTS) โดยมี Net D/E มากกว่า 1.5 เท่า ซึ่งจะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นเข้ามากดดันศักยภาพในการทำกำไรโดยตรง
ยอดนิยม
สรุป "บิ๊กล็อต" THAI วานนี้ พบอื้อ! 69 รายการ 1.54 พันล้านหุ้น มูลค่ารวม 9.28 พันลบ. ที่ราคา 6 บาท
CK-STECON ขาขึ้น! โบรกฯ เพิ่มเป้าหมายพุ่ง รับผลดีรัฐเร่งลงทุนโครงการใหญ่เพียบ
ต่างชาติมีลุ้นไหลเข้าหุ้นไทย หลัง S&P คงเครดิตไทย BBB+ โบรกฯ แนะหุ้นได้ประโยชน์นโยบายรัฐ
เปิดรายชื่อ 3 กลุ่มเสี่ยง เจอผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น โบรกฯ แนะลงทุนอย่างระมัดระวัง