
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ออกมาอย่างสวยงาม SET Index ปิดที่ 1,568.37 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี 9 เดือน และให้ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 24.5% ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่โดดเด่นที่สุดของเอเชียในช่วง 5 เดือนแรกของปี
ความแข็งแกร่งครั้งนี้..มาจากทั้งเศรษฐกิจไทยที่เติบโต 2.8% กำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น 25.3% และเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสุทธิกว่า 20,000 ล้านบาท จนหลายฝ่ายเชื่อว่า SET มีโอกาสเดินหน้าสู่ระดับ 1,600 จุดได้ไม่ยาก
พอมาถึงเดือนมิถุนายน 2569 (ข้อมูลถึงวันที่ 9-10 มิ.ย.) หุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ของตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นหุ้นที่ได้อานิสงส์จากธีม Data Center, AI, การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้
1 DELTA เพิ่มขึ้น 104.05%
2 CCET เพิ่มขึ้น 70% โดยประมาณ
3 PTTGC เพิ่มขึ้น 50% โดยประมาณ
4 WHA เพิ่มขึ้น 40% โดยประมาณ
5 GULF เพิ่มขึ้น 35% โดยประมาณ
6 HANA เพิ่มขึ้น 30% โดยประมาณ
7 KCE เพิ่มขึ้น 25% โดยประมาณ
8 TRUE เพิ่มขึ้น 20% โดยประมาณ
9 ADVANC เพิ่มขึ้น 15% โดยประมาณ
10 AOT เพิ่มขึ้น 10% โดยประมาณ
แต่!!!!! ในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังดูดี โลกการเงินกลับเผชิญความผันผวนครั้งใหม่ หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารตอบโต้อิหร่าน ส่งผลให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
มีจุดสังเกตที่มองข้ามไม่ได้คือ..แทนที่เงินจะไหลจากหุ้นไปสู่ทองคำ น้ำมัน หรือดอลลาร์ กลับกลายเป็นว่าสินทรัพย์แทบทุกประเภทถูกขายพร้อมกัน ทั้งหุ้นสหรัฐฯ หุ้นกลุ่ม AI ทองคำ แร่เงิน บิตคอยน์ และคริปโทเคอร์เรนซี ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ก็ไม่ได้แข็งค่าขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น
เจ๊จิ๋มมองว่า สัญญาณนี้น่ากังวลกว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นเสียอีก เพราะมันสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงในทุกสินทรัพย์ ไม่ใช่แค่โยกย้ายเงินจากสินทรัพย์หนึ่งไปอีกสินทรัพย์หนึ่ง
ยิ่งเมื่อมองกลับมาที่ตลาดหุ้นไทย ก็ยิ่งต้องจับตา เพราะหุ้นที่เป็นพระเอกของปีนี้อย่าง DELTA, HANA, CCET, GULF, WHA และ PTTGC ล้วนเป็นหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากธีม AI, Data Center, FDI และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่กำลังเผชิญแรงขายในตลาดต่างประเทศ
และเราต้องไม่ลืมว่านักลงทุนต่างชาติยังมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 52.8% ของมูลค่าตลาดรวม หาก Fund Flow โลกเริ่มเปลี่ยนทิศ หุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดก็มีโอกาสกลายเป็นเป้าหมายแรกของการขายทำกำไรเช่นกัน
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะหาก CPI กลับมายืนเหนือ 4% ได้อีกครั้ง ก็อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเสี่ยงสำคัญของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจไทยหรือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน แต่อยู่ที่กระแสเงินทุนโลกที่เริ่มส่งสัญญาณผิดปกติมากกว่า
เพราะเมื่อถึงวันที่นักลงทุนเลือกขายหุ้น ขายทอง ขายคริปโท และลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์แทบทุกประเภทพร้อมกัน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การที่ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลง แต่คือการที่ "เงินสด" กำลังกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
แบบนี้เจ๊สรุปได้ว่ามันคือ”สัญญาณอันตราย!”