Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 08-06-2569 (หุ้นเด่นเล่นรับธีม ”ฟุตบอลโลก 2026”)

แม้ตอนนี้จะยังมีความไม่แน่นอนถึงข้อสรุปการซื้อลิขสิทธิ์ แต่เทียบกับสถานการณ์ช่วงก่อนหน้าทีตลาดให้น้ำหนักไทยน่าจะไม่ได้ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ต่อประเด็นนี้กูรูในวงการหุ้นประเมินว่าจะส่งผลทางจิตวิทยาเป็นบวกอ่อนๆ เพิ่มขึ้นต่อกลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์ ทั้งนี้
การแข่งขัน FIFA World Cup 2026 จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ 11 มิ.ย.- 19 ก.ค. 26 สถานที่จัดการแข่งขันกระจายตัวอยู่ใน 16 เมืองทั่วอเมริกาเหนือ สหรัฐฯ (11 เมือง) เม็กซิโก (3 เมือง) และแคนาดา (2 เมือง)
จำนวนเกมส์การแข่งขันมีทั้งสิ้น 104 นัด (เพิ่มจากครั้งก่อนๆ ที่มี 64 นัด) จากการเพิ่มจำนวนทีมเข้าแข่งขัน เตะตามเวลาไทยทั้งสิ้น 16 ช่วงเวลา ช่วงเวลาที่มีเตะ "มากที่สุด" (ขาประจำแทบทุกวัน) ช่วงเวลาเหล่านี้คือ "ไพรม์ไทม์" ที่ฝ่ายจัดมักใช้วางโปรแกรมคู่ใหญ่ เพราะตรงกับช่วงเย็น/ค่ำของอเมริกา และตรงกับช่วงหัวค่ำ/ดึกของทางฝั่งยุโรป
มากที่สุด คือ ช่วง 02:00 น.
มาก คือ 05:00-08:00 น.
ปานกลาง คือ เที่ยงคีน-ตี1
น้อย คือ 09:00-11:00 น.
กูรูหุ้นบอกว่ากลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ในช่วงฟุตบอลถ่ายทดสด
-Demand การบริโภคขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มระหว่างชม อาทิ กลุ่มค้าปลีก(CPALL) และกลุ่มเครื่องดื่ม
- ความต้องการใช้ Internet เร่งขึ้นโดยเฉพาะรอบนี้ที่มีการแข่งขันช่วงเช้า เพิ่มการรับชมนอกสถานที่ผ่านมือถือ เร่งยอดใช้อินเตอร์เนต กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE)
เพียงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 ภาพของ SET Index ปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,568.37 จุด ในวันสุดท้ายของเดือนพฤษภาคม มาปิดที่ 1,582.60 จุด พร้อมทั้งสามารถขึ้นไปแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 1,607.25 จุดได้สำเร็จ ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตาอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุน
ในอีกด้านหนึ่ง โครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน
เพียง 3 วันแรกของการเปิดใช้งานระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน สามารถสร้างยอดใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้มากกว่า 7,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อระดับฐานรากที่หลายคนคิดว่าหายไปนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการรอจังหวะกลับมาใช้จ่ายเท่านั้นเอง
ยิ่งเมื่อพิจารณาว่ามาตรการดังกล่าวมีวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1.2 แสนล้านบาท ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายมองว่านี่คือหนึ่งในความหวังสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่มาตรการนี้อาจช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ไทยได้อีกประมาณ 0.5-0.6%
หากพิจารณาจากบทวิเคราะห์ของหลายโบรกเกอร์ ไม่ว่าจะเป็น บล.ดาโอ, บล.กรุงศรี และ บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองสอดคล้องกันว่า เม็ดเงินจากโครงการนี้จะไหลเข้าสู่ร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Trade) เป็นหลัก ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง และอาหารเครื่องดื่ม กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรง
เริ่มจากกลุ่มค้าปลีกและค้าส่ง โดย CPAXT ถูกยกให้เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของธีมนี้ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางค้าส่งที่ร้านโชห่วยและผู้ประกอบการรายย่อยใช้เป็นแหล่งจัดซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ขณะที่ BJC ซึ่งมีเครือข่าย Big C และช่องทางกระจายสินค้าไปยังชุมชนทั่วประเทศ ก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน ส่วน TNP ซึ่งมีฐานลูกค้าแข็งแกร่งในภาคเหนือ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายในระดับท้องถิ่นโดยตรง
ด้านกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเมื่อประชาชนมีเงินในมือมากขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันย่อมเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ถูกหยิบจับออกจากชั้นวางสินค้า โดย ICHI ได้รับการจับตามองจากสัดส่วนรายได้ในประเทศที่สูงถึง 90% ขณะที่ OSP และ CBG ยังคงเป็นตัวแทนของกลุ่มเครื่องดื่มที่เข้าถึงผู้บริโภคฐานรากได้ดีที่สุด ส่วน SNNP และ SAPPE ก็มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากยอดขายผ่านร้านค้าดั้งเดิมที่คึกคักขึ้นตามการใช้จ่ายของผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังมี KTB ที่ได้รับประโยชน์ในอีกมิติหนึ่ง จากการเป็นผู้ดูแลระบบนิเวศดิจิทัลของโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของมาตรการนี้
อย่างไรก็ตาม แม้คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะเริ่มต้นได้ดี...แต่ก็มีความเสี่ยงตามมา เพราะในขณะที่ยอดใช้จ่ายกำลังเร่งตัวขึ้น นักวิเคราะห์หลายสำนักก็เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังกลับมาอีกครั้ง หลังตัวเลข CPI เดือนพฤษภาคมขยายตัวกว่า 3.1% และมีโอกาสเร่งขึ้นสู่ระดับ 3.67-5.78% ในช่วงไตรมาส 2
เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชนก็อาจถูกกัดกร่อนไปพร้อมกัน เงินที่รัฐเติมเข้ามาอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ แต่ถ้าราคาสินค้าปรับตัวขึ้นเร็วเกินไป...ผลลัพธ์ที่ต้องการก็อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคืออายุของโครงการที่มีเพียง 4 เดือน และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพราะหลังจากนั้นคำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะมีมาตรการใดเข้ามาต่อไม้ต่อมือหรือไม่ หากไม่มีแรงกระตุ้นเพิ่มเติม เศรษฐกิจอาจกลับมาเผชิญแรงกดดันเดิม ๆ และความกังวลด้านฐานะการคลังของประเทศก็อาจกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง
ดังนั้น แม้โครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” จะเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับหุ้นกลุ่ม Domestic Play ได้อย่างชัดเจน แต่ตลาดยังต้องแยกให้ออกระหว่าง “ยอดขายที่เพิ่มขึ้น” กับ “กำไรที่เพิ่มขึ้น”
เพราะท้ายที่สุด...สิ่งที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทไม่ใช่เพียงรายได้ แต่คือความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้จึงยังเป็นการเลือกหุ้นรายตัว โดยเน้นบริษัทที่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และมีกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง
รักใคร..ชอบหุ้นตัวไหน จัดไป!! ตามใจประสงค์ค่ะ!!!