สหรัฐฯ เปิดสงครามภาษีรอบใหม่! จ่อเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเป็น 12.5% โบรกฯ แนะชะลอลงทุน 3 กลุ่มส่งออก

USTR เสนอเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตามมาตรา 301 จ่อเก็บภาษีเพิ่มจากคู่ค้า 60 ประเทศ ชี้ไทยโดนเก็บเพิ่มเป็น 12.5% แม้ยังไม่มีความชัดเจนแต่เป็นระยะกดดันบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นระยะสั้น แนะ แนะนำ "ชะลอการลงทุน" ใน 3 หุ้นส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง กลุ่มอาหาร TU ITC, อิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE และยาง (STA, STGT)
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เสนอเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตามมาตรา 301 ต่อประเทศที่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ โดยระบุว่าเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมต่อแรงงานอเมริกัน
โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือเก็บภาษีศุลกากรเพิ่ม 10.0% กับคู่ค้าเอเชีย 6 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน และไต้หวัน และเสนอเก็บภาษีศุลกากรเพิ่ม 12.5% กับคู่ค้า 54 ประเทศ (ในเอเชียแปซิฟิก อาทิ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น คาซัคสถาน นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไทย ตุรกี และเวียดนาม)
สำหรับมาตรการนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันทีและจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการตรวจสอบจากสาธารณะก่อนการบังคับใช้ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึง 6 ก.ค. 69 และคาดจะจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะเริ่มตั้งแต่ 7 ก.ค. 69 โดยจะมีการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าหลายรายการ ได้แก่ กลุ่มวัตถุดิบขาดแคลน สารเคมีบางประเภท แร่หายาก เนื้อวัว กาแฟ ผลไม้และผักบางชนิด ยา และชิ้นส่วนเครื่องบิน
ดังนั้น มาตรการข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของสหรัฐฯ ที่ต้องการนำมาใช้เก็บภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้า เพื่อทดแทนภาษีชั่วคราวเดิม (มาตรา 122 อัตรา 10%) ที่กำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค. นี้ โดยแม้ข่าวนี้จะเป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยาระยะสั้นกดดันบรรยากาศการลงทุนต่อตลาดหุ้นไทย
โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ อย่างกลุ่มอาหาร (TU, ITC) อิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) และยาง (STA, STGT) จากความกังวลเรื่องมาร์จิ้นที่อาจลดลงจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่มองผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันยังค่อนข้างจำกัดเพราะคู่แข่งในเอเชียส่วนใหญ่โดนภาษีนี้พร้อมกัน
อีกทั้งปัจจุบันมีการเก็บภาษีชั่วคราว 10% อยู่แล้ว ดังนั้นหากมีมาตรการใหม่นี้มาแทนที่ อัตราภาษีสุทธิที่เพิ่มขึ้นจริงจะอยู่ที่ราว 2.5% เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าตลาดรับรู้และทยอยซึมซับปัจจัยนี้ไปแล้วว่าเป็นความต่อเนื่องของภาระภาษี
ทั้งนี้ ประเด็นนี้เป็นเพียงปัจจัยกดดันชั่วคราว ไม่ได้กระทบพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญจนต้องตื่นตระหนกเทขาย (Panic Sell) เนื่องจากคู่แข่งโดนกันถ้วนหน้าและยังมีกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน เพียงแต่เป็นจังหวะที่ต้องเลือกลงทุนมากขึ้น
โดยกลยุทธ์ลงทุนแนะนำ Selective Buy ในหุ้น Domestic & Laggard Value Play เน้นหุ้น Big-cap ที่ไม่ได้ผลกระทบจากกำแพงภาษีการค้า อีกทั้งได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และยังบริหารต้นทุนได้ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ได้แก่ CPALL, CPN, GLOBAL ,BEM, TRUE
และหุ้น New Normal ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม "S-Curve" และได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF, GPSC, BGRIM) นิคม (WHA, AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC, BANPU, HMPRO, GLOBAL, GUNKUL)
อย่างไรก็ดีสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำ "ชะลอการลงทุน" โดยเฉพาะในช่วงเดือน ก.ค. 69 ในหุ้นกลุ่มส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง อย่างกลุ่มอาหาร (TU, ITC) อิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, HANA, KCE) และยาง (STA, STGT) เนื่องจากราคาหุ้นจะมีความไวต่อกระแสข่าวสูงมากในช่วงที่ใกล้สรุปผลประชาพิจารณ์ จึงควรจับตาดูท่าทีของรัฐบาลไทยในการยื่นโต้แย้งหรือปรับปรุงมาตรการแรงงานก่อนกำหนดเส้นตายวันที่ 6 ก.ค. นี้
ยอดนิยม
CPF-TU กระทบจำกัด! หลังมาเลเซียสั่งแบนกุ้งไทย โบรกฯ ชี้ไม่ใช่ตลาดหลัก
BTS เจอข่าวร้าย! “ทริส” หั่นเครดิตเป็น “ลบ” หลังแบกหนี้สูงกว่าที่คาด
BGRIM เข้าสู่โหมดโต รับแรงธุรกิจ Data Center หนุน โบรกฯ แนะนำเป็นจังหวะ “สะสม”
สหรัฐฯ เปิดสงครามภาษีรอบใหม่! จ่อเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเป็น 12.5% โบรกฯ แนะชะลอลงทุน 3 กลุ่มส่งออก