BTS เจอข่าวร้าย! “ทริส” หั่นเครดิตเป็น “ลบ” หลังแบกหนี้สูงกว่าที่คาด

ทริสเรทติ้งปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ BTS เป็น “Negative” (ลบ) จาก “Stable” (คงที่) ในขณะเดียวกันยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB+” ด้วย
ทริสเรทติ้งปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เป็น “Negative” (ลบ) จาก “Stable” (คงที่) ในขณะเดียวกันยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB+” ด้วย
แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” (ลบ) สะท้อนถึงการลงทุนของบริษัทที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีระดับหนี้สินสูงกว่าที่ประมาณการไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ การลดลงของรายได้ดอกเบี้ยหลังจากที่กรุงเทพมหานครได้ชำระหนี้ค่าบริการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง (Operating and Maintenance -- O&M) ทั้งหมดในเดือนตุลาคม 2568 ประกอบกับความล่าช้าของการเติบโตของผลการดำเนินงานรถไฟฟ้ารางเดี่ยวสายสีชมพูและสายสีเหลืองซึ่งเกินกว่าที่คาดไว้ยังมีแนวโน้มที่จะกดดัน EBITDA ของบริษัทและส่งผลทำให้ระดับหนี้สินของบริษัทสูงกว่าประมาณการเดิม
อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทจากการมีรายได้ค่าบริการที่สม่ำเสมอจากการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง (O&M) ตามสัญญาระยะยาว ตลอดจนกระแสเงินสดรับจำนวนมากจากการลงทุนในสัดส่วน 33.33% ในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTS Rail Mass Transit Growth Infrastructure Fund -- BTSGIF) และการมีสถานะที่มั่นคงในธุรกิจสื่อโฆษณา
อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีปัจจัยลดทอนจากภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง รวมทั้งการรวมผลการดำเนินงานของธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจขนส่งมวลชนซึ่งโดยธรรมชาติมีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงกว่าเข้ามารวมในงบการเงินของบริษัท ทั้งนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายซื้อคืนสัมปทานของภาครัฐ
ขณะที่ภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าบริษัทจะได้รับชำระค่าบริการ O&M คงค้างจากกรุงเทพมหานครทั้งหมดในเดือนตุลาคม 2568 เป็นจำนวน 3.64 หมื่นล้านบาท แต่หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วสุทธิของบริษัท (ไม่รวมหนี้งานโยธาของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง) ณ เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ประมาณ 1.03 แสนล้านบาทซึ่งสูงกว่าประมาณการของทริสเรทติ้งก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ที่จำนวน 8.4 หมื่นล้านบาทในปีบัญชี 2569 เป็นอย่างมาก หนี้ที่เพิ่มขึ้นมาดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สูงกว่าคาดซึ่งรวมถึงการซื้อที่ดินสำหรับโครงการในอนาคต ตลอดจนการลงทุนในการปรับโครงสร้างธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ และการซื้อหุ้น VGI เพิ่มเติม (ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทเพิ่มเป็น 46%)
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีงบลงทุนและเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม (รวมถึงการซื้อหุ้น VGI เพิ่มเติมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว) อยู่ที่จำนวนประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาทในปีบัญชี 2569 ก่อนจะลดลงเป็นประมาณ 2.9-3.9 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปีบัญชี 2570-2572 โดยหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วสุทธิ (ไม่รวมหนี้งานโยธาของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง) คาดว่าจะทยอยลดลงเหลือประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาทในปีบัญชี 2572 จากประมาณ 1.0 แสนล้านบาทในปีบัญชี 2569
ดังนั้น อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วสุทธิต่อ EBITDA ของบริษัทจึงคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 11 เท่าในปีบัญชี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 14 เท่าในปีบัญชี 2570 ก่อนที่จะทยอยลดลงเหลือ 13 เท่าในปีบัญชี 2571 และ 11 เท่าในปีบัญชี 2572 ทั้งนี้ แนวโน้มระดับภาระหนี้ดังกล่าวสูงกว่าประมาณการก่อนหน้านี้ของทริสเรทติ้งที่คาดว่าอัตราส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 10-11 เท่าตลอดช่วงปีบัญชี 2569-2571
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินของหุ้นกู้ในระยะ 12-18 เดือนข้างหน้าได้ โดยข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวมีเงื่อนไขให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ระดับต่ำกว่า 2.5 เท่า ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.7 เท่า
ยอดนิยม
CPF-TU กระทบจำกัด! หลังมาเลเซียสั่งแบนกุ้งไทย โบรกฯ ชี้ไม่ใช่ตลาดหลัก
BTS เจอข่าวร้าย! “ทริส” หั่นเครดิตเป็น “ลบ” หลังแบกหนี้สูงกว่าที่คาด
BGRIM เข้าสู่โหมดโต รับแรงธุรกิจ Data Center หนุน โบรกฯ แนะนำเป็นจังหวะ “สะสม”
สหรัฐฯ เปิดสงครามภาษีรอบใหม่! จ่อเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเป็น 12.5% โบรกฯ แนะชะลอลงทุน 3 กลุ่มส่งออก