Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 04-06-2569 (สงครามยังไม่จบ...แต่ SET ก็ไม่ถอย!)

สหรัฐอเมริกาและอิหร่านเปิดการโจมตีระลอกใหม่ใส่กัน โดยสหรัฐฯ โจมตีเกาะเกชม์ของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธหลายลูกไปยังประเทศคูเวตและบาห์เรน พร้อมทั้งข่าวที่อิหร่านประกาศระงับการเจรจากับสหรัฐฯ ประท้วงท่าทีของอิสราเอลที่เดินหน้าโจมตีเลบานอน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาผันผวน โดยที่ราคาน้ำมันดิบกลับมาบวกแรงสวนทางกับราคาทองคำที่ปรับลดแรงในทิศทางที่ตรงข้ามกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะยังสามารถยืนได้อย่างแข็งแกร่ง และมีโอกาสขยับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,600 จุดในระยะข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่า “ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง” กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กลับมาหลอกหลอนตลาดการเงินอีกครั้ง จนทำให้นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย ยังไม่อาจวางใจได้เต็มที่
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักยังไม่ได้ประเมินว่าสถานการณ์จะลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบในเร็ววัน แต่เกือบทุกสำนักกลับมีมุมมองตรงกันว่า ความขัดแย้งครั้งนี้มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาพลังงานมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ในตอนแรก
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์กระทบต่อการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ บล.กสิกรไทย มองว่าประเด็นดังกล่าวยังคงเป็น Geopolitical Risk ที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่ใช่กรณีฐานที่จะนำไปสู่สงครามขนาดใหญ่ก็ตาม
เมื่อเจ๊จิ๋มนำบทวิเคราะห์ของหลายโบรกเกอร์มาวางเรียงต่อกัน จะพบว่าสิ่งที่ตลาดกำลังกังวลมากที่สุดในเวลานี้ อาจไม่ใช่เรื่องสงครามโดยตรง แต่เป็นผลกระทบด้าน “ต้นทุนพลังงาน” ที่อาจตามมาในระยะถัดไป เพราะหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่จะกระทบต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และกำลังซื้อของผู้บริโภคในหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ หุ้นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในบทวิเคราะห์ของหลายสำนักจึงหนีไม่พ้น PTTEP ซึ่งถือเป็นตัวแทนของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจาก PTTEP แล้ว ยังมี BANPU, TOP, BCP และ SPRC ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่มักได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ตลาดคาดการณ์ว่าราคาพลังงานจะทรงตัวอยู่ในระดับสูง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากมองลึกลงไปในธีมการลงทุนระยะกลางและระยะยาว เจ๊จิ๋มพบว่าหลายโบรกเกอร์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Cloud Infrastructure, AI และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
บล.กรุงศรี ประเมินว่าดัชนี SET Index ยังมีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,595 จุด และหากแรงซื้อยังไหลเข้าต่อเนื่อง อาจเห็นการขึ้นไปทดสอบระดับ 1,627 จุดได้ในระยะถัดไป
สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำประกอบด้วย BBL, GULF, CPN, STECON และ WHAUP โดย BBL ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนภาคธุรกิจ ขณะที่ GULF ยังคงโดดเด่นจากการเติบโตของธุรกิจพลังงานและ Data Center ส่วน CPN เป็นตัวแทนของการฟื้นตัวด้านการบริโภคภายในประเทศ
ด้าน STECON ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อโครงการลงทุนภาครัฐ ขณะที่ WHAUP ได้อานิสงส์จากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจสาธารณูปโภคที่รองรับการลงทุน Data Center ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย
นอกจากนี้ เจ๊จิ๋มยังมองว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรมยังคงเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดของปี 2569 โดยเฉพาะ AMATA และ WHA ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ หรือ FDI ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ศูนย์ข้อมูล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะที่ บล.ฟิลลิป ให้ความสำคัญกับ TIDLOR ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกจากการจ่ายปันผลระหว่างกาลและโครงการซื้อหุ้นคืน ส่วน CPALL ยังคงเป็นหุ้นเด่นที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคของภาครัฐ ส่วน BH ยังน่าสนใจจากฐานลูกค้าต่างชาติและรายได้ที่เติบโต ขณะที่ DELTA แม้จะมีความผันผวนสูง แต่ยังคงเป็นตัวแทนสำคัญของธีม AI และเทคโนโลยีที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าหลายช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากกระแสการลงทุนด้าน Data Center การไหลเข้าของเม็ดเงินต่างชาติ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอาจไม่ส่งผลรุนแรงเหมือนในอดีต
ดังนั้น หากนักลงทุนสามารถนำทั้งปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศมาประกอบการตัดสินใจร่วมกัน ก็จะช่วยให้มองเห็นโอกาสและความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน และเลือกวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นอาจเป็นหนทางสู่การลงทุนที่ปลอดภัยและประสบความสำเร็จได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นทุกวันนี้เจ้าค่ะ...
ปล.CCET จะแรงไปไหนจ๊ะ ทั้งที่ติดแคชฯนะเนี่ย!!! เอาใจช่วยค่ะ ฮึบๆๆๆๆ