
หากจะพูดถึงกลุ่มหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในปีนี้ แน่นอนว่าจะต้องเป็นกลุ่มหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่ถึงแม้ว่าก่อนหน้าจะมีเพียง DELTA ที่ปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม แต่กลับกันนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 22 พ.ค.69) ทั้งกลุ่มปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย
โดยเริ่มที่บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ซึ่งเป็นหุ้นที่ความเคลื่อนไหวของราคานับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 พ.ค. 69) ได้ปรับตัวขึ้นร้อนแรงที่สุดในกลุ่มหรือปรับตัวขึ้นมากว่า 116.26% มาอยู่ที่ระดับ 35.25 บาท ซึ่งทางด้านเหล่านักวิเคราะห์ก็ได้ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยสูงสุดที่ 44 บาท
สำหรับตัวอย่างมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำขึ้นเป็น “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 38 บาท สะท้อนการ re-rate valuation ของกลุ่ม Electronics มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของประมาณการกำไรระยะสั้น หากพิจารณาบนกำไรปี 2569 ระดับการซื้อขายของหุ้นเริ่มตึงตัวแล้ว
แต่หากมองข้ามไปยังการฟื้นตัวของกำไรในปี 2570 ระดับมูลค่าหุ้นยังอยู่ในกรอบที่สามารถยอมรับได้ อย่างไรก็ดี HANA ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์การฟื้นตัวของผลประกอบการโดยเฉพาะการลดผลขาดทุนของ PMS และการฟื้นตัวของธุรกิจ EMS ให้กลับเข้าสู่ระดับศักยภาพอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น เชิงกลยุทธ์แนะนำ สะสมเมื่อหุ้นอ่อนตัว เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยประเมินระดับน่าสนใจที่ 30 บาทต่อหุ้น
บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ความเคลื่อนไหวของราคานับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 พ.ค. 69) ปรับตัวขึ้นมา 91.91% หรือมาอยู่ที่ระดับ 332 บาท ในแง่มุมมองของกลุ่มนักวิเคราะห์ได้ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยสูงสุดที่ 366 บาท
โดยตัวอย่างมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกําไรสุทธิปี 2569 –2570 ขึ้นเฉลี่ยราว 17% และปรับเพิ่มการอิง P/E ปี 2569 ขึ้นเป็น 119 เท่า เพื่อสะท้อนกําไรไตรมาส 1/69 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด
บวกกับการดําเนินงานในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าที่คาดจะยังสดใสตามกระแสการลงทุนใน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทั่วโลก ที่ยังเป็นขาขึ้น ดังนั้น ภายใต้ประมาณการใหม่ จึงได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 366 บาท พร้อมกับได้ปรับเพิ่มคําแนะนําจากเดิม “ขาย” เป็น “ซื้อ” สําหรับหุ้น DELTA
ถัดมาเป็นบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ความเคลื่อนไหวของราคานับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 พ.ค. 69) ปรับตัวขึ้นมา 90.93% หรือมาอยู่ที่ระดับ 34.75 บาท โดยในมุมมองของกลุ่มนักวิเคราะห์ได้ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยสูงสุดที่ 40 บาท
ขณะที่ตัวอย่างมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า กำไรปกติจะทรงตัวในไตรมาส 2/69 แต่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในครึ่งปีหลังปี 259 จากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น 10-12% ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2569 และมีผลเต็มไตรมาสในไตรมาส 4/69
ดังนั้น จึงได้ปรับประมาณการกําไรปกติปี 2569-70 เพิ่มขึ้น 33% และ 39% ตามลําดับ เพื่อสะท้อนการควบคุมต้นทุนที่ดีกว่าคาด พร้อมกับปรับเพิ่มคําแนะนําสําหรับ KCE จาก UNDERPERFORM เป็น OUTPERFORM และปรับราคาเป้าหมายใหม่จาก 14.30 บาท เป็น 40 บาท
สุดท้ายบริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ความเคลื่อนไหวของราคานับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 22 พ.ค. 69) ปรับตัวขึ้นมา 75.88% หรือมาอยู่ที่ระดับ 7.95 บาท โดยในมุมมองของกลุ่มนักวิเคราะห์ได้ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยสูงสุดที่ 8.50 บาท
สำหรับตัวอย่างมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” และมองว่าหุ้นยังเป็น Laggard Play ของกลุ่ม Electronics อย่างไรก็ดีราคาหุ้นขึ้นร้อนแรงต่อเนื่องจนทำให้อัพไซด์ลดลงเป็น 6.9% อย่างไรก็ดีหากตลาด AI ทำได้อย่างต่อเนื่องประมาณการมีโอกาสมี Upside Risk
ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำรอสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว หลังราคาหุ้นปรับขึ้นตอบรับแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมไปพอสมควรแล้วในระยะสั้น โดยแนวโน้มยอดขายช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดฟื้นตัวต่อเนื่องตามทิศทางอุตสาหกรรม โดยตลาด SSD ยังเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวเด่น ขณะที่สินค้าใหม่จะเริ่มส่งผลบวกมากขึ้นในไตรมาส 4/68-1/70 เป็นต้นไป