รายงานพิเศษ : STARM เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ AI Lending ยกระบบสินเชื่อ-เพิ่มสปีดอนุมัติลูกค้า หนุนเป้ารายได้เติบโตเกิน 10%

“สตาร์ มันนี่” เดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ มุ่งสู่ผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลเต็มรูปแบบภายในปี 2571 ผ่าน Web Service และ Mobile Application พร้อมใช้ AI และระบบ Auto-Approve ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยสินเชื่อ
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจการเงินเข้าสู่ยุคดิจิทัล ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็ว ยกระดับเทคโนโลยีควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีโอกาสสร้างการเติบโตได้เหนือกว่าตลาด และหนึ่งในบริษัทที่กำลังถูกจับตามองในช่วงเวลานี้ คือ บมจ.สตาร์ มันนี่ หรือ STARM ที่กำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคต
นายชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม กรรมการผู้จัดการ STARM ระบุ ไตรมาส 2/2569 บริษัทเตรียมเปิดให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งแพลตฟอร์ม E-Commerce และ LINE OA เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการทางการเงินให้สะดวกมากยิ่งขึ้น สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมนำระบบ Loan Origination System (LOS) และ Loan Management System (LMS) เข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาและบริหารสินเชื่อ โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อน สะท้อนความมั่นใจต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจ แม้ภาวะเศรษฐกิจยังมีความผันผวน
การลงทุนด้านเทคโนโลยีของ STARM ในครั้งนี้ ไม่ได้มองเพียงแค่การเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานระยะยาว เพื่อยกระดับองค์กรสู่การเป็น Digital Finance Platform อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2571 ผ่านทั้ง Web Service และ Mobile Application ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมนำระบบ AI และ Auto-Approve เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้กระบวนการอนุมัติรวดเร็วมากขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงาน และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้แม่นยำยิ่งขึ้น ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพการแข่งขันในยุคที่ข้อมูลและความเร็วกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการเงิน
สิ่งสำคัญคือ แม้ STARM จะเดินเกมรุกด้านดิจิทัลอย่างจริงจัง แต่บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งจุดนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่บริษัทมีรายได้รวม 359.64 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 25.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 19.35 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยสำคัญที่หนุนกำไรเติบโต มาจากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือ ECL ลดลงเหลือ 21.77 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 41.48% จากปีก่อน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมความเสี่ยงและการคัดกรองลูกหนี้อย่างรอบคอบ
ที่ผ่านมา บริษัทได้ชะลอการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อควบคุมระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับเหมาะสม ควบคู่กับการยกระดับกระบวนการบริหารจัดการชั้นหนี้และติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพพอร์ตสินเชื่อโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในมุมของนักลงทุน การที่ STARM สามารถรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” และ “การควบคุมความเสี่ยง” ได้พร้อมกัน ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัท เพราะในธุรกิจสินเชื่อ การเติบโตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ในระยะยาว
ดังนั้น การเดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผสานกับการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด จึงเป็นภาพสะท้อนว่า STARM กำลังสร้างฐานธุรกิจใหม่ที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งหุ้นในกลุ่มการเงินที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางกระแส Digital Finance ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย