จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : SCC สร้างดีลประวัติศาสตร์ผนึก PTTGC ต่อยอดสู่ผู้นำปิโตรเคมีระดับโลก สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น


20 พฤษภาคม 2569

SCC สัมภาษณ์พิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

การศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC สะท้อนวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของ SCC ในการยกระดับธุรกิจปิโตรเคมีไทยสู่ระดับโลก โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต

SCC หรือ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย รายงานว่า SCG Chemicals (SCGC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (MoU) กับ PTTGC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนด้านธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ถือเป็นพัฒนาการเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย และต่อแนวโน้มการเติบโตของ SCC ในระยะยาว

ดีลครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะกำลังการผลิตใหม่จากจีนและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) อยู่ในระดับต่ำและกดดันผลกำไรของผู้ประกอบการทั่วโลก  ดังนั้นการรวมพลังระหว่างสองผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของไทยจึงนับเป็นกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว จะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ทั้งโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) รวมถึงบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสินทรัพย์ในธุรกิจเดียวกันของ PTTGC ในประเทศไทย ซึ่งหากการศึกษานำไปสู่การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจริง จะทำให้เกิดผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ที่มีขนาดธุรกิจระดับภูมิภาค และมีศักยภาพในการแข่งขันกับผู้ผลิตชั้นนำของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับนักลงทุน ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร SCC ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลกอย่างทันท่วงที แทนที่จะลงทุนเพิ่มเพียงลำพัง บริษัทเลือกใช้แนวทางร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพสูง เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและสร้าง Synergy สูงสุด

ทั้งนี้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้น ได้แก่

1. ลดความผันผวนของธุรกิจเคมีภัณฑ์

2. เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน

3. เสริมศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว

4. เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง

5. สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์เดิมของบริษัท

แม้ขณะนี้ยังเป็นเพียงการศึกษาความเป็นไปได้ และคาดว่าจะสรุปผลภายในไตรมาส 3 ปี 2569 แต่ตลาดทุนมักให้คุณค่ากับดีลที่มีศักยภาพสร้าง Synergy สูงเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมอยู่ในภาวะท้าทาย

ดังนั้นหากการศึกษานำไปสู่การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนจริง SCC จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และพอร์ตธุรกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการในระยะยาว และตอกย้ำสถานะของ SCC ในฐานะหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนที่มองหาโอกาสจากการฟื้นตัวของธุรกิจอุตสาหกรรมไทย

SCC