
ส่องแผน Jump+ 3 หุ้นดัง ที่ต่างออกมาเผยแผนอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตในแต่ละปี คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “โอกาสสำเร็จ” มีมากน้อยแค่ไหน และปัจจัยใดจะเป็นตัวชี้วัดว่าการกระโดดครั้งนี้ จะพาหุ้นกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นได้จริงหรือไม่?
เริ่มที่ PTT บริษัทกำหนดเป้าหมายอัตราการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Shareholder Distribution Ratio) มากกว่า 57% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมต่อปี ในปี 2569-2571 โดยคำนวณจากเงินปันผลรวมและมูลค่าการซื้อหุ้นคืน หารด้วยกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจะพิจารณาการจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงเงินปันผลปกติ เงินปันผลพิเศษ และ/หรือการซื้อหุ้นคืน
โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองว่า มองภาพรวมแผนงานแต่ละธุรกิจของ PTT ที่ส่งผลต่อการเติบโตของกำไรในช่วง 2569-71 และทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้มากกว่า 57% เทียบกับปี 2567-68 ราว 67-73% มีโอกาสเป็นไปได้
อีกทั้งแผนงานด้านการเงิน บริษัทตั้งเป้าผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง (ไม่มีเป้าตัวเลขการเติบโต) ในปี 2569-71 เราคาดเป้าดังกล่าวมีโอกาสเป็นไปได้จากการฟื้นตัวของทั้ง ธุรกิจก๊าซฯที่อัตรากำไรเพิ่มขึ้นหลังปรับโครงสร้างก๊าซฯ และ ธุรกิจปิโตรเคมีที่ การทยอยปิดตัวของกำลังการผลิตเก่าทั่วโลก ทำให้ภาวะอุปทานส่วนเกินบรรเทาลงและอัตรากำไรฟื้นตัว โดยเราคาดกำไรสุทธิ PTT จะเติบโตเฉลี่ย +6% CAGR ในปี 2569-71
แผนรักษา Credit rating ระดับ Investment grade โดยปัจจุบันบริษัทได้รับการจัดอันดับ MOODY’s Baa1/ S&P Global Ratings BBB+/ FitchRatings BBB+ มองมีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะรักษาระดับ rating ไว้ได้ จากกระแสเงินสดที่สร้างได้มาจากขึ้นของธุรกิจก๊าซฯ และปิโตรเคมี (อุตสาหกรรมฟื้นตัว) และรักษาระดับกระแสเงินสดในระดับสูงต่อเนื่องของธุรกิจ E&P และโรงกลั่น รวมถึงจ่ายคืนเงินกู้ได้ต่อเนื่อง คาด IBD/EQ จะลดเป็น 0.8 เท่าในปี 2571 เท่าบ 0.9 เท่าใน 2568 และส่งให้ สามารถรักษา ROE ของผู้ถือหุ้นได้ โดยคาด ROE ปี 2569-71 เพิ่มมาเป็นเฉลี่ยราว 8.6% เทียบปี 2568 ราว 7.9%
ส่วน PTTEP เป้าหมาย ณ ปี 2571 บริษัทตั้งเป้าหมายการรักษา EBITDA Margin ให้ไม่น้อยกว่า 70% โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองว่า แผนงานในการคงต้นทุนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ และรักษาระดับอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA margin) ให้ไม่ต่ำกว่า 70% ใน 2569-2571 เทียบกับ 2568 ที่ 70%
โดยมองมีความเป็นไปได้สูงหากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าระดับ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ แหล่งผลิตส่วนใหญ่ในมือ PTTEP ประมูล/เข้าซื้อ มาในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับ 60-67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (บริษัทมีเป้าหมายผลตอบแทนในการเข้าซื้อ/ลงทุนโครงการใหม่ ไม่ให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของแหล่งในมือ) และบริษัทมีความสามารถคุมต้นทุนการผลิตแหล่งที่พัฒนาเอง (green field) ได้ดีสม่ำเสมอ จากการใช้ ระบบสาธารณูปโภคร่วมกันระหว่างแหล่งผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในไทย เมียนม่า และมาเลเซีย
ทั้งนี้ในช่วงปี 2559-2568 บริษัทสามารถรักษาระดับ unit cost (ถอดรายการพิเศษ) ไว้ได้ราว 28-32 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบ ($/BOE) และมี EBITDA margin ในช่วงเดียวกันที่ระดับ 68-75%
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ supply น้ำมันที่ตึงตัวขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเสียหายบางส่วน ทำให้ supply OPEC เพิ่มได้ไม่เร็วตามแผน ซึ่งคาดน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 2569-2571 โดยปี 2569 คาดที่ 79 เหรียญสหรัฐ ส่วนปี 2570-71 คาด 70 เหรียญสหรัฐ
และ TISCO นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองประเด็น TISCO ตั้งเป้า ROE ปี 2571 ที่ 15-17% โดยช่วงที่ผ่านมา แม้ ROE ปรับระดับลงเรื่อยๆ ปี 2568 ที่ 15.41% จากปี 2566 ที่ 17.13% แต่ยังอยู่ในกรอบ 15-17% เราไม่ให้น้ำหนักด้านการบริหารเงินทุน เพราะ TISCO จ่ายเงินปันผลระดับสูงอยู่แล้ว dividend payout ratio ที่ประมาณ 90%
โดยมองว่า TISCO รักษาระดับการจ่ายเงินปันผล DPS ที่ 7.75 บ./หุ้น รวมถึงโอกาสในการทำการซื้อหุ้นคืนน้อย เพราะหุ้น TISCO ซื้อขายที่ PBV ที่ประมาณ 2 เท่าโดยให้น้ำหนักด้านผลประกอบการเป็นหลัก คาดว่าผลประกอบการของ TISCO ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2568 ในช่วงปี 2569-71 คาดว่ามีโอกาสเห็นกำไรสุทธิกลับมาเติบโตเฉลี่ย +2% CAGR ได้ ดังนั้นคาดว่าธนาคารจะสามารถระดับ ROE ให้ไม่ต่ำกว่า 15% ได้
TISCO ตั้งเป้าจำนวนลูกค้ารายย่อยใหม่เติบโตเฉลี่ยปีละ +2% CAGR (2569-71) จากลูกค้าสินเชื่อและลูกค้าประกัน โดยลูกค้าสินเชื่อเรามองว่าความต้องการสินเชื่อมีมาก รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ของ TISCO เป็นระดับที่ควบคุมได้ ดังนั้นการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าใหม่ เรามองเป็นการเน้นคุณภาพของลูกหนี้เป็นหลัก สำหรับลูกค้าประกัน ทาง TISCO มีแผนการขยายไปยังผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม health และ life รวมถึงการ cross selling จากกลุ่มลูกค้าสินเชื่อ โดยการเพิ่มจำนวนลูกค้าทั้งกลุ่มสินเชื่อและประกันมีแผนใช้ระบบ AI เพื่อให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
TISCO ตั้งเป้าจำนวนลูกค้าใหม่ที่เข้ามาใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงินรายย่อยใหม่เติบโตเฉลี่ยปีละ +8% CAGR (2569-71) โดยลูกค้าต้องมีความพร้อมในอนาคตทั้งการลงทุนและประกัน เรามองว่าท้าทายในสถานการณ์การแข่งขันที่สูง เพราะธนาคารส่วนใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่เน้นการเติบโตไปยังกลุ่ม wealth อย่างไรก็ตามโอกาสที่จำนวนลูกค้าใหม่จะเป็นไปตามเป้าหมาย เรามองว่ามีโอกาสทำได้ จาก TISCO มี Assets Under Management (AUM) รวมปี 2568 ที่ 448,373 ล้านบาท จัดเป็นอันดับที่ 9 และมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 4% โดยมี Provident Fund เป็นอันดับที่ 1 และมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 20% (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2568)
ยอดนิยม
AOT กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 69/70 ทำได้ 10,370 ลบ. ลดลง 0.26% รายได้ไม่เกี่ยวการบินลดลง
PTT งบ Q1 กำไรสุทธิ 25,738 ลบ. ฟาด EBITDA กว่า 1.15 แสนลบ. รับปิโตรเคมี-โรงกลั่นหนุน
JMART Q1 ฟาดกำไร 163 ลบ. เติบโต 16% บุ๊กกำไร “สุกี้ตี๋น้อย” 51 ล้านบาท บอร์ดเคาะจ่ายปันผล 0.135 บาท
“สุกี้ตี๋ น้อย” อ่วม! Q1 กำไรวูบ 37% เหลือ 170 ลบ. สวนทางรายได้พุ่ง 32% แตะ 2.58 พันลบ.