Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 15-05-2569 (รัฐปลดล็อค 8 ธุรกิจ-ช่วยเร่ง New S Curve ของไทย)

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
ข่าวดีมากๆๆๆๆ จากเรื่องที่รัฐบาลเตรียมปลดล็อค ให้ต่างชาติลงทุนได้ไม่ต้องขออนุญาตซับซ้อน โดยขออนุญาตกับหน่วยงานรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องธุรกิจนั้นๆ เพียงแห่งเดียวโดยไม่ต้องผ่านกระทรวงพาณิชย์อีกรอบใน 8 ธุรกิจ อาทิ
1.)บริการโทรคมนาคม
2.)ศูนย์บริหารเงิน
3.)บริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศ
4.)บริการรับค้ำประกันหนี้ภายในประเทศ
5.)ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้บริการทางการเงินฯลฯ
6.)ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม
7.)ธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
8.)ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ฯลฯ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้ พรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546
กูรูในวงการหุ้นประเมินว่าเรื่องนี้เป็นบวก
1) ภาพหลัก คือ การลดกฎระเบียบขั้นตอนที่มีความซับซ้อนขั้นตอนราชการต่อเนื่องเป็นบวกเศรษฐกิจไทยในทางบวกระยะกลาง - ยาว โดยเฉพาะฝั่งการลงทุน คาดจะดึงการเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) จากต่างชาติเร่งขึ้นได้จากปัจจุบันอีกระดับ
2) ประเมินจาก 8 ธุรกิจที่รัฐปลด Lock ส่วนใหญ่เป็นห่วงโซ่อุปทานที่อยู่ใน “ธุรกิจบริการสมัยใหม่” จะช่วยเร่ง New S Curve ของไทย
สรุปภาพโดยรวมคือส่งผลบวกต่อหุ้นธีมลงทุน
-นิคม AMATA, WHA ไฟฟ้า GULF, GPSC, GUNKUL
-พลังงาน PTT สื่อสาร TRUE, ADVANC
-รับเหมา STECON, PYLON, INSET
-ธนาคารKBANK, KTB
สำหรับหุ้นไทยเราเมื่อวานนี้ ปิดตลาดฯอย่างร้อนแรงที่ระดับ 1,539.12 จุด เพิ่มขึ้น 21.86 จุด หรือ 1.44% โดยระหว่างวันดัชนีขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,540.07 จุด และลงไปต่ำสุดที่ 1,514.56 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 74,982 ล้านบาท ส่งผลให้การขยับเข้าใกล้ระดับ 1,550 จุดในรอบปี ถือเป็นการ “กลับมามีชีวิตชีวา” อย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน
การปรับขึ้นของตลาดรอบนี้ น่าจะไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไรระยะสั้นจาก Fund Flow ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคาร พลังงาน ค้าปลีก โรงพยาบาล และสื่อสาร ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็เริ่มเห็นผลจากการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
บรรดาเซียนหุ้นหลายสำนัก เริ่มมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดรอบนี้ “ต่างจากเดิม”
บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470–1,545 จุด พร้อมมองว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 2.1%
หุ้นที่ให้น้ำหนักคือกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภค ไม่ว่าจะเป็น CPAXT, BJC, TNP และ MOTHER ซึ่งล้วนเป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เม็ดเงินภาครัฐเริ่มไหลลงสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น
บล.ทิสโก้ ก็มีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีกว่าคาดในหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร พลังงาน และโรงพยาบาล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดประมาณการกำไรของตลาดโดยรวม
การที่ดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,535 จุด จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนถึง “คุณภาพกำไร” ที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง หุ้นที่ถูกพูดถึงมากในช่วงนี้ ได้แก่ ADVICE, AMATA, CPALL, MEGA, MRDIY, TFG และ TRUE ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA, BH, SCC, SCGP, ITC และ PTTEP ก็ยังทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการประคองดัชนีให้อยู่ในระดับสูง
บล.ไอร่า ถึงกับให้นิยามปี 2569 ว่าเป็น “Year of Divergence” หรือปีแห่งการแยกตัวของหุ้น ซึ่งหมายถึงหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดอย่างชัดเจน โดยมองว่า หากกำไรต่อหุ้นของตลาด หรือ EPS สามารถเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับ 97–100 บาทต่อหุ้นได้จริง เป้าหมายดัชนีที่ระดับ 1,550 จุด ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม โดยเฉพาะในช่วงที่เม็ดเงินเริ่มหมุนกลับเข้าหาหุ้นกลุ่ม Value และ Growth พร้อมกัน
นอกจากนี้หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง KBANK, KTB และ SCB จึงเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จากความสามารถในการบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยได้ดี ขณะที่หุ้นบิ๊กแคปอย่าง PTT และ ADVANC ก็ยังเป็นตัวเลือกสำคัญของนักลงทุนสถาบัน จากจุดเด่นเรื่องเงินปันผลและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
เจ๊สังเกตจากข่าวและบทวิเคราะห์หลักทรัพย์จากหลายสำนักว่าขณะนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มปรับมุมมองที่มีต่อไทยในฐานะตลาดที่ “ความเสี่ยงต่ำกว่าผลตอบแทน” ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สำคัญมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
นาทีนี้หากดัชนี SET สามารถทะลุแนวต้าน 1,550 จุดได้สำเร็จในรอบนี้ มันอาจไม่ใช่เพียงแค่การรีบาวด์ระยะสั้น แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแนวโน้มครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นไทยอย่างแท้จริงก้อเป็นได้!!!