Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 13-05-2569 (ระวังตกขบวน! ถึงรอบของหุ้นยางพาราแล้ว)


13 พฤษภาคม 2569

ระวังตกขบวน!_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

ก่อนจะเข้าเรื่องหุ้นยางพาราขอแวะไปที่เรื่อง MSCI จะประกาศผลรายชื่อหุ้นเข้าและออกก่อนค่ะ!!! เช้าวันนี้จะมีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องที่ MSCI ปรับเกณฑ์คิด Free Float Adjustment Factor ในการ Rebalance เป็นการปรับครั้งเดียว ซึ่งจะมีผลทำให้ หุ้นไทย ในดัชนี MSCI เป็น Relative Loser ถูกน้ำหนักลงเยอะกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม EM ด้วยกัน แต่ไม่มาก

กูรูในวงการประเมินว่าน้ำหนักหุ้นไทยโดยรวมจะลดลงเล็กน้อย 1-1.5% ของ Free float Market Cap. หุ้นไทยทั้งหมดใน MSCI EM หรือคิดเป็น Fund Flow ขายออกราวๆ 40-60 ล้านเหรียญฯ

อย่างไรก็ตามยังมีอีกมุมที่น่าสนใจ โดยกูรูส่งสัญญาณบอกว่าการลดน้ำหนักที่ว่าจะไม่รวม Upside ในกรณีที่หุ้นไทย 1-2ตัว มีโอกาสสร้าง Surprise เข้า MSCI คือ PTTGC(Medium Conviction โอกาสปานกลาง) , THAI (มีโอกาสแต่น้อย จากผ่านเกณฑ์หลักทุกอย่าง แต่หุ้น Resume Trade MSCI อาจเลื่อนระยะเวลา เพื่อประเมิน Stability ของ Freefloat & Trade Volume)

ในเดือนพ.ค.ถือเป็นช่วงเวลาที่ราคายางพาราปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายปี และนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากตลาดเคยเผชิญความกังวลอย่างหนักจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา จนทำให้หลายฝ่ายมองว่าสินค้าจากไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพดังกล่าวกลับเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการปลูกและผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก ส่งผลให้ “ยางพาราไทย” ในวันนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะของประเทศที่คอยเดินตามทิศทางตลาดโลกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่มีอิทธิพลต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดที่สุด คือผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของหุ้นยางรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งประกอบไปด้วย STA, NER, TEGH และ TRUBB

เริ่มจาก STA หรือ ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี ที่กลับมาแสดงศักยภาพได้อย่างแข็งแกร่ง หลังประกาศกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นกว่า 645.4 ล้านบาท พลิกฟื้นจากภาวะขาดทุนสุทธิ 325.7 ล้านบาทในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยระยะสั้น แต่เป็นผลมาจากการวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในระบบ Traceability หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับที่บริษัทพัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายปี ทำให้การขายยางของ STA ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงการขายวัตถุดิบ แต่เป็นการขายมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยยกระดับอัตรากำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจถุงมือยางที่เคยได้รับผลกระทบหลังโควิด ก็เริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น และช่วยสร้างสมดุลให้กับโครงสร้างรายได้ของบริษัทอีกครั้ง

ในส่วนของ NER หรือ นอร์ทอีส รับเบอร์ รายนี้แม้ขนาดธุรกิจจะเล็กกว่า STA แต่ในแง่ประสิทธิภาพการบริหารถือว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้กว่า 7,242 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 254 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจ๊จิ๋มมองว่า จุดแข็งสำคัญของ NER คือความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และการควบคุมต้นทุนอย่างรอบคอบ แม้ราคายางในตลาดโลกจะผันผวน แต่บริษัทยังสามารถรักษาระดับ Gross Profit Margin ให้อยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรงได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการบริหารสต็อกสินค้า รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่อยู่ในระดับมืออาชีพ โดยเฉพาะในช่วงที่โรงงานใหม่ในภาคอีสานเริ่มเดินเครื่องเต็มกำลัง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายรายได้ระดับ 32,000 ล้านบาทในปีนี้ และทำให้ NER ยังคงเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มองหาการเติบโตควบคู่กับการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ

อีกบริษัทที่น่าจับตาคือ TEGH หรือ ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ แม้ว่ายังไม่ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 อย่างเป็นทางการ แต่บริษัทถือเป็นตัวแทนของหุ้นยางพารายุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ Green Industry อย่างชัดเจน ทั้งนี้เป็นเพราะ TEGH ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้แปรรูปยาง แต่กำลังพัฒนาระบบธุรกิจแบบ Circular Economy อย่างครบวงจร ผ่านการนำกากอุตสาหกรรมมาต่อยอดเป็นพลังงานทดแทน รวมถึงการดำเนินโครงการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เริ่มสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในวันที่ผู้ผลิตยางล้อระดับโลกให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น บริษัทที่สามารถตอบโจทย์ Green Supply Chain ได้ครบวงจร ย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าผู้เล่นรายอื่น ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ TEGH ในระยะยาว

ท้ายที่สุดเป็นทางฝั่งของ TRUBB หรือ ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป แม้จะไม่ได้ถูกพูดถึงมากเท่าหุ้นรายใหญ่บางตัว แต่ถือเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะธุรกิจน้ำยางข้นและผลิตภัณฑ์แปรรูปยาง เพราะเมื่อคำสั่งซื้อจากอุตสาหกรรมปลายน้ำเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง บริษัทก็สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และเริ่มส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้มากขึ้น ทำให้ผลประกอบการยังคงรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้

ความท้าทายในระยะต่อไปของ TRUBB คือการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับจากตลาด Commodity ทั่วไป และลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาในระยะยาว

ภาพรวมของทั้ง 4 บริษัทดูแข็งแกร่ง แต่อย่าประมาท! เจ๊แนะนำให้แฟนคลับที่รักติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องค่าเงินบาท ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนขนส่งและการค้าโลกในอนาคต

ปิดท้ายที่การประเมิรราคายางพาราในไตรมาส 2 นี้ กูรูชี้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น q-q จากอุปทานในตลาดลดลง ช่วงปิดกรีด และอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบที่สูงทำให้ยางสังเคราะห์แพงขึ้น เพิ่มความต้องการยางธรรมชาติทดแทน นอกจากนี้คาดความต้องการจากจีนเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของการผลิตรถ EV มองบวกต่อ STA และ NER 

สู้ๆ ค่ะพวกเรา!!!