จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : NER รับเมกะเทรนด์ยางธรรมชาติโลก ยางล้อและ EV ดันดีมานด์โต ปันผลสูง 7-8% ชูจุดแข็งสะสมเพื่อลงทุน


11 พฤษภาคม 2569

NER รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ผลงานไตรมาส 1/69 แม้จะอ่อนตัวลงตามราคายางและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่พื้นฐานธุรกิจยังคงแข็งแกร่งจากการเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ของไทยที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยางล้อและรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สิทธิประโยชน์จาก BOI และอัตราเงินปันผลระดับ 7-8% ต่อปี ยังทำให้ NER เป็นหุ้นพื้นฐานดีที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนระยะยาว

แม้ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) จะชะลอตัวลงจากผลกระทบของราคายางธรรมชาติที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างธุรกิจแล้ว บริษัทแห่งนี้ยังคงมีรากฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว จากการเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายสำคัญของประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมยางล้อและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

โดยบทวิเคราะห์ของบล.ทรีนีตี้ ระบุว่า NER มีกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 254 ล้านบาท ลดลง 58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 36% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 304 ล้านบาท แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ถือว่าฟื้นตัวจากไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลประกอบการอยู่ในระดับต่ำ รายได้รวมอยู่ที่ 7,208 ล้านบาท โดยยังทรงตัวจากไตรมาสก่อน แม้จะลดลงจากปีก่อนตามราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 58 บาทต่อกิโลกรัม

สิ่งที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจคือความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ที่ 8.6% ซึ่งแม้จะต่ำกว่าระดับ 10.6% ในปีก่อน แต่ปรับตัวดีขึ้นจาก 8.4% ในไตรมาสก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงถึง 22% จากไตรมาสก่อน สะท้อนความสามารถของผู้บริหารในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงที่อุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจากราคายางธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น และความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยางล้อ ชิ้นส่วนยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NER มั่นใจว่าภาพรวมธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีจะทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ที่ระดับ 32,000 ล้านบาท

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว คือโครงสร้างอุตสาหกรรมยางธรรมชาติที่ยังมีทิศทางเติบโตในระยะยาว ยางธรรมชาติยังคงเป็นวัตถุดิบหลักที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความยืดหยุ่นและความทนทาน ซึ่งยากต่อการทดแทนในกระบวนการผลิตยางล้อคุณภาพสูง โดยเฉพาะในยุคที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก

ในฐานะผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ของไทย NER จึงอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากเมกะเทรนด์ดังกล่าว บริษัทมีฐานลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาวกับผู้ผลิตยางล้อระดับโลก ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับยอดขายและลดความเสี่ยงด้านตลาดได้เป็นอย่างดี

แม้บริษัทจะตัดสินใจปรับลดเป้าปริมาณขายปี 2569 ลงเหลือ 450,000 ตัน จากเดิม 500,000 ตัน และเลื่อนการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ออกไป เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะ Super El Nino ที่อาจทำให้วัตถุดิบตึงตัวและต้นทุนสูงขึ้น แต่การตัดสินใจดังกล่าวกลับสะท้อนถึงวินัยทางการเงินและความรอบคอบของฝ่ายบริหารที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องและเสถียรภาพของธุรกิจมากกว่าการเร่งขยายกำลังการผลิตในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ NER คือสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร เมื่อผสานกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีแม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดโลก

แม้บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จะปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 เหลือ 1,500 ล้านบาท และคงคำแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 4.50 บาท แต่ยังมองว่า NER เป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคายางได้ และต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลจะอยู่ที่ประมาณ 7-8% ต่อปี ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นในตลาดโดยรวม

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด แม้ NER จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะสั้นจากภาวะภัยแล้ง เศรษฐกิจโลก และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่รากฐานธุรกิจยังคงแข็งแรง และมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตที่ชัดเจน ทั้งจากแนวโน้มราคายางขาขึ้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมยางล้อและรถยนต์ไฟฟ้า สิทธิประโยชน์จาก BOI และการบริหารงานอย่างรอบคอบของผู้บริหาร 

ทั้งนี้ด้วยคุณสมบัติของการเป็นหุ้นพื้นฐานดี มีฐานธุรกิจมั่นคง กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง NER จึงยังคงเป็นอีกหนึ่งบริษัทในกลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมไทยที่มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการเติบโตควบคู่กับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว

NER