Smart Investment

แบงก์ชาติเร่งสะสมทอง ไทยซื้อพุ่งแรงสุดรอบหลายปี สัญญาณ “ขาขึ้นระยะกลาง” ยังไม่จบ


10 พฤษภาคม 2569

Mr.Data

แบงก์ชาติ_info-ปก.jpg

สัปดาห์นี้ Mr.Data ยังคงชวนมาเกาะติดสถานการณ์ราคาทอง หลังจากในช่วงที่ผ่านมาผันผวนหนัก จากสถานการณ์สงครามอิสราเอล+สหรัฐ VS อิหร่าน ที่ยังไร้ข้อสรุปยุติสงคราม ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกรวมถึงราคาทองคำในไทยผันผวนรายวัน

เห็นได้จากในช่วงกลางสัปดาห์ราคาทองคำในตลาดโลกแกว่งตัวผันผวน และลงไปทดสอบ 4,500 ดอลลาร์/ออนซ์ จากความกังวลสงคราม

อย่างไรก็ตาม ราคากลับมาฟื้นตัวยืนเหนือระดับ 4,700 ดอลลาร์/ออนซ์

สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองในวันที่ (7 พ.ค.2569) ราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่บริเวณแถว ๆ 4,717 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากเมื่อวานดีดตัวขึ้นแรงเหนือระดับดังกล่าว เนื่องจากได้รับแรงหนุนหลังคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจากรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ โดยข่าวดังกล่าวได้ฉุดราคาน้ำมันร่วงลง ซึ่งได้ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และคลายความวิตกกังวลว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ตลาดทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์หลังดอลลาร์ถูกเทขายในฐานะสกุลเงินปลอดภัย รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐร่วงลงอย่างหนักตามราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลง หลังรายงานว่าสหรัฐและอิหร่านกำลังใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ

โดยตั้งแต่ต้นปี-7 พ.ค.2569 ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 4,730 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 400ดอลลาร์/ออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 9.25% เทียบสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 4,329.50 ดอลลาร์/ออนซ์

ขณะที่ราคาทองคำในไทย ทองแท่งขายออกอยู่ที่ 72,000 บาท/บาททองคำ เพิ่มขึ้น 7,050

บาท/บาททองคำ หรือ 10.85% เทียบสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 64,950 บาท/บาททองคำ

ภาพใหญ่ของตลาดทองคำในปี 2569 กำลังเข้าสู่ “รอบสะสมเชิงโครงสร้าง” ที่มีธนาคารกลางเป็นตัวกำหนดเกม ขณะที่นักลงทุนไทยเริ่มปรับพอร์ตตามกระแสโลก ส่งผลให้แนวโน้มระยะกลางถึงยาวของทองคำยังคงเป็นขาขึ้น แม้จะมีการแกว่งตัวในระยะสั้นก็ตาม

ธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าซื้อทองคำ 244 ตันในไตรมาสเดียว ขณะที่ไทยดีมานด์ทองแท่ง-เหรียญพุ่ง 35% สะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก หนุนแนวโน้มราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น

ทิศทางตลาดทองคำโลกในปี 2569 กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย “ผู้เล่นตัวจริง” อย่างธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งยังคงเร่งสะสมทองคำต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าในไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดซื้อสุทธิสูงถึง 244 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และถือเป็นการเร่งสะสมในจังหวะที่ราคาย่อตัว

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก ที่เริ่มลดการพึ่งพาสินทรัพย์สกุลเงินหลัก และเพิ่มน้ำหนักทองคำในฐานะ “สินทรัพย์สำรองที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา”

ประเทศที่เข้าซื้อโดดเด่น ได้แก่ โปแลนด์ อุซเบกิสถาน และจีน ซึ่งยังคงทยอยสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปรับฐานแรงในเดือนมีนาคม แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ “Buy on Dip” ของผู้กำหนดนโยบายการเงิน

ในขณะที่ฝั่งนักลงทุนรายย่อย ภาพเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นแตะ 10 ตัน เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2562

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงผลจากราคาที่ปรับตัวขึ้น แต่สะท้อน “การเปลี่ยนพฤติกรรม” จากการบริโภคทองคำรูปพรรณ ไปสู่การถือครองทองคำเพื่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย

ในเชิงโครงสร้าง ความต้องการทองคำทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง แม้ปริมาณเพิ่มขึ้นเพียง 2% แต่ในเชิงมูลค่ากลับพุ่งขึ้นถึง 74% จากราคาที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด สะท้อนภาวะ “Supply Tight” ที่ยังคงกดดันราคาทองคำในระยะยาว

แนวโน้มราคาทองคำยังมีปัจจัยหนุนหลัก 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.แรงซื้อจากธนาคารกลาง (Structural Demand) เป็นแรงซื้อที่มีลักษณะระยะยาว ไม่อ่อนไหวต่อราคาในระยะสั้น ทำหน้าที่เป็น “ฐานราคา” ของตลาด 2.ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก สัญญาณชะลอตัวของสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงหนุนบทบาททองคำในฐานะ Safe Haven และ 3.แนวโน้มนโยบายการเงินหากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีทิศทางผ่อนคลายนโยบาย จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำผ่านค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า

อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นอาจยังมีความผันผวนจากแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา

แบงก์ชาติ_info.jpg